ที่ปรึกษากฎหมายคดียาเสพติด ตั้งแต่ก่อนถูกจับจนพ้นโทษ · บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

ช่วงที่ 2 ถึง 4 ของเส้นทางคดี

การถูกจับในคดียาเสพติด สิทธิของผู้ถูกจับ และการดำเนินการของญาติ

ช่วงตั้งแต่การจับจนถึงการนำตัวไปศาลเพื่อขอหมายขังเป็นช่วงที่ถ้อยคำ เอกสาร และการตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้นในเวลาสั้น หน้านี้รวบรวมสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ใช้กับคดียาเสพติด พร้อมคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ปรับปรุงล่าสุด · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย

สาระสำคัญ

  • เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งข้อกล่าวหา แสดงหมายจับถ้ามี และแจ้งว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การ ถ้อยคำอาจใช้เป็นพยานหลักฐาน และมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความ1
  • คำรับสารภาพที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับในชั้นจับกุม ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐาน2
  • ผู้ถูกจับมีสิทธิแจ้งญาติหรือผู้ที่ไว้วางใจให้ทราบถึงการจับและสถานที่ควบคุมในโอกาสแรก และพบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว3
  • ถ้าผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวและมีเหตุจำเป็นต้องควบคุมไว้เพื่อการสอบสวนหรือการฟ้องคดี ต้องนำตัวไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่ถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้4
  • ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความ รัฐต้องจัดหาทนายความให้ก่อนเริ่มถามคำให้การ5

สิทธิของผู้ถูกจับในขณะถูกจับ

ในขณะจับ เจ้าพนักงานต้องแจ้งแก่ผู้ถูกจับว่าเขาต้องถูกจับ แจ้งข้อกล่าวหา แสดงหมายจับถ้ามี และแจ้งสิทธิสามประการ ได้แก่ สิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ การที่ถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี และสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ6

มาตราเดียวกันกำหนดว่า ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ที่ไว้วางใจทราบถึงการจับ และการแจ้งนั้นทำได้โดยสะดวก ไม่ขัดขวางการจับหรือการควบคุม และไม่ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย เจ้าพนักงานต้องอนุญาตตามสมควร และเจ้าพนักงานผู้จับต้องบันทึกการจับไว้

คดียาเสพติดอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเรื่องที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ7 สิทธิในหน้านี้จึงใช้กับผู้ถูกจับในคดียาเสพติดเช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป

ถ้อยคำในชั้นจับกุมและบันทึกการจับกุม

ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัว ถ้าเป็นคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐาน ส่วนถ้อยคำอื่นรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับแล้ว8

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/25679

ถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับต่อเจ้าพนักงานผู้จับรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ และถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัตินั้นต้องไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ รายละเอียดว่าซื้อมาเพื่อจำหน่ายต่อเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของผู้ถูกจับอีกคนหนึ่ง แม้ไม่ห้ามรับฟังในคดีของจำเลย แต่เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดซึ่งมีเงื่อนไขในการรับฟังและมีน้ำหนักน้อย

“ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย”

ความเห็นของสำนักงาน

บันทึกการจับกุมมักบรรยายทั้งพฤติการณ์การจับ ของกลาง และถ้อยคำของผู้ถูกจับ แม้ส่วนที่เป็นคำรับสารภาพจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ แต่ข้อความส่วนอื่น เช่น เวลา สถานที่ และจำนวนของกลาง อาจถูกนำมาใช้ในคดี ผู้ถูกจับควรอ่านข้อความทุกส่วนก่อนลงลายมือชื่อ และขอให้บันทึกไว้หากเห็นว่าข้อความใดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

สิทธิเมื่อถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน

เมื่อถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดเหตุแห่งการจับ อ่านหมายจับให้ฟังถ้ามี และมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับ จากนั้นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจต้องแจ้งสิทธิตามมาตรา 7/1 และจัดให้ผู้ถูกจับติดต่อญาติหรือผู้ที่ไว้วางใจได้ในโอกาสแรก โดยห้ามเรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ10

สิทธิตามมาตรา 7/1 ได้แก่11

  • พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว
  • ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำในชั้นสอบสวน
  • ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร
  • ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย

การสอบปากคำและทนายความในชั้นสอบสวน

ก่อนถามคำให้การ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งผู้ต้องหาว่ามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้อยคำที่ให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐาน และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้ไว้ก่อนได้รับแจ้งสิทธิเหล่านี้ หรือก่อนพนักงานสอบสวนดำเนินการตามมาตรา 134/1 ถึงมาตรา 134/3 รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้12

สิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำบัญญัติไว้อีกครั้งในมาตรา 134/313 สำหรับการจัดหาทนายความโดยรัฐ มาตรา 134/1 แยกไว้สองกรณี14

ประเภทคดีหน้าที่ของพนักงานสอบสวนก่อนถามคำให้การ
คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันแจ้งข้อหาถามว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มี รัฐต้องจัดหาทนายความให้
คดีที่มีอัตราโทษจำคุกถามว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการ รัฐต้องจัดหาทนายความให้

ข้อหาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม มีโทษประหารชีวิตเป็นโทษสถานหนึ่ง15 ส่วนความผิดฐานเสพและฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพมีโทษจำคุก1617

ความเห็นของสำนักงาน

การเลือกว่าจะให้การในรายละเอียด ให้การปฏิเสธ หรือยังไม่ให้การ เป็นการตัดสินใจที่มีผลต่อแนวทางคดีทั้งหมด กฎหมายเปิดให้ผู้ต้องหาเลือกไม่ให้การได้ จึงควรปรึกษาทนายความก่อนให้ถ้อยคำในรายละเอียด โดยเฉพาะเมื่อข้อหาเกี่ยวกับการจำหน่ายหรือมีผู้ต้องหาหลายคน

การตรวจค้นที่พักโดยไม่มีหมายค้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขึ้นกับข้อเท็จจริงเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนในแต่ละคดี ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าการค้นห้องพักชั่วคราวทันทีหลังได้ข้อมูลจากผู้เสพหลายคนเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4316/256018

ศาลฟังว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง เพราะจำเลยพักในรีสอร์ตเป็นการชั่วคราว และหากรอหมายค้นอาจนำยาเสพติดออกไปเมื่อใดก็ได้ ตำรวจจึงค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น และเมื่อพบยาเสพติดอันเป็นความผิดซึ่งหน้า จึงจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ

“จึงเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้น”

พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ หรือได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาห้ามมิให้ศาลรับฟัง เว้นแต่การรับฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย โดยศาลต้องพิจารณาปัจจัยที่กฎหมายกำหนด19

ความเห็นของสำนักงาน

ข้อเท็จจริงที่ใช้ประเมินความชอบด้วยกฎหมายของการค้น ได้แก่ เวลา สถานที่ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ข้อมูลที่เจ้าพนักงานอ้างว่าได้รับก่อนการค้น และลำดับเหตุการณ์ ผู้ถูกค้นหรือญาติควรบันทึกข้อเท็จจริงเหล่านี้ไว้โดยเร็ว

ระยะเวลาควบคุมตัวและการฝากขัง

ห้ามควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี ถ้าผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวและมีเหตุจำเป็นเพื่อการสอบสวนหรือการฟ้องคดี ต้องนำตัวไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ เพื่อยื่นคำร้องขอหมายขัง และศาลต้องสอบถามผู้ต้องหาว่ามีข้อคัดค้านหรือไม่20

อัตราโทษจำคุกอย่างสูงของข้อหาอำนาจศาลในการสั่งขังระหว่างสอบสวนตัวอย่างข้อหาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด
ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาทขังได้ครั้งเดียว ไม่เกินเจ็ดวัน—
เกินหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินห้าร้อยบาทขังหลายครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกินสิบสองวัน รวมไม่เกินสี่สิบแปดวันเสพ (จำคุกไม่เกินหนึ่งปี) · มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ (จำคุกไม่เกินสองปี)
ตั้งแต่สิบปีขึ้นไปขังหลายครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกินสิบสองวัน รวมไม่เกินแปดสิบสี่วันผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามมาตรา 145

เมื่อศาลสั่งขังครบสี่สิบแปดวันในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป การขังต่อต้องมีการแสดงเหตุจำเป็นและนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจ ในการไต่สวนคำร้องขอหมายขังครั้งแรกและการไต่สวนเพื่อขังต่อดังกล่าว ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อแถลงคัดค้านและซักถามพยาน ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความเพราะยังไม่ได้มีการจัดหาทนายความตามมาตรา 134/1 และผู้ต้องหาร้องขอ ศาลต้องตั้งทนายความให้21

การปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน

ผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวได้ โดยยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมและยังไม่ถูกฟ้อง และยื่นต่อศาลเมื่อผู้ต้องหาต้องขังตามหมายศาล22 กฎหมายวางหลักว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้23

ในการวินิจฉัยคำร้อง เจ้าพนักงานหรือศาลต้องพิจารณาความหนักเบาแห่งข้อหา พยานหลักฐาน พฤติการณ์แห่งคดี ความน่าเชื่อถือของผู้ขอประกันหรือหลักประกัน ความน่าจะหลบหนี และภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และอาจกำหนดเงื่อนไข รวมถึงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตรวจสอบการเดินทางเมื่อผู้ถูกปล่อยชั่วคราวยินยอม24

การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ผู้ขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ หรือการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือการดำเนินคดี และคำสั่งต้องแสดงเหตุผลและแจ้งเป็นหนังสือโดยเร็ว25

ผลของการไม่ไปศาลตามนัดระหว่างได้รับการปล่อยชั่วคราว และการคืนหลักประกันเมื่อคดีถึงที่สุด อธิบายไว้ในหน้า หมายเรียกและหมายจับในคดียาเสพติด

ความเห็นของสำนักงาน

มาตราที่อ้างในหน้านี้ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินประกันไว้ จำนวนหลักประกันจึงต้องตรวจตามแนวปฏิบัติของหน่วยงานหรือศาลที่พิจารณาคำร้องเป็นรายคดี คำร้องที่ระบุข้อเท็จจริงตรงกับปัจจัยตามมาตรา 108 เช่น ที่อยู่ที่แน่นอน ภาระครอบครัว และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ช่วยให้ผู้พิจารณาเห็นข้อเท็จจริงครบถ้วนขึ้น

กรณีถูกตรวจพบว่าเสพยาเสพติด

ถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบผู้ที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และผู้นั้นไม่ได้เป็นผู้ต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นที่มีโทษจำคุก ไม่ได้อยู่ระหว่างรับโทษจำคุก ไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายตามที่กฎหมายกำหนด และสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา เจ้าพนักงานต้องส่งตัวไปสถานพยาบาลยาเสพติดหรือศูนย์คัดกรอง เมื่อบำบัดครบถ้วนจนได้รับการรับรอง ผู้นั้นไม่มีความผิด26

รายละเอียดเรื่องการบำบัดรักษาในชั้นต่าง ๆ อยู่ในหน้า ผู้เสพยาเสพติดและการบำบัดรักษาแทนการลงโทษ

ผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปี

ถ้าผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา และไม่มีทนายความ รัฐต้องจัดหาทนายความให้ก่อนเริ่มถามคำให้การ27 การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวแก่ผู้ที่อายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ทำได้เฉพาะเมื่อมีพฤติการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อบุคคลอื่นอย่างร้ายแรงหรือมีเหตุสมควรประการอื่น28 และถ้าคดีเป็นคดีเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว บทบัญญัติหมวดวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้นและหมวดอุทธรณ์และฎีกาของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดไม่ใช้บังคับ29

การดำเนินการของญาติเมื่อมีผู้ถูกจับ

กฎหมายให้ผู้ถูกจับมีสิทธิแจ้งญาติถึงการจับและสถานที่ควบคุม และให้ญาติเยี่ยมหรือติดต่อได้ตามสมควร30 ญาติจึงสอบถามสถานที่ควบคุมและติดต่อผู้ถูกจับผ่านที่ทำการของพนักงานสอบสวนได้

ความเห็นของสำนักงาน

ในหลายกรณีที่สำนักงานพบ ข้อมูลที่ญาติรวบรวมได้ในวันแรกมีผลต่อการวางแนวทางคดี ได้แก่ ชื่อสถานีตำรวจและพนักงานสอบสวน เวลาที่จับและเวลาที่ถึงสถานี ข้อหาที่แจ้ง ของกลางที่ระบุ และกำหนดวันที่จะนำตัวไปศาล ญาติควรเตรียมเอกสารแสดงตัวตนและหลักฐานความสัมพันธ์สำหรับการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และไม่ควรติดต่อพยานหรือผู้เกี่ยวข้องในคดี เพราะการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเป็นเหตุหนึ่งที่ศาลใช้สั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว นอกจากนั้น ถ้ามีผู้อ้างตนเป็นเจ้าพนักงานและเรียกให้โอนเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัว ควรตรวจสอบกับสถานีตำรวจโดยตรงก่อนดำเนินการใด ๆ

สรุปสิทธิของผู้ถูกจับในคดีอาญาทุกประเภท ซึ่งเขียนสำหรับผู้อ่านทั่วไป อยู่ที่ บทความสิทธิของผู้ถูกจับที่ eksiamlegal.com หน้านี้อธิบายเฉพาะส่วนที่ใช้กับคดียาเสพติด

คำถามที่พบบ่อย

ถูกจับคดียาเสพติดควรให้การกับตำรวจอย่างไร

กฎหมายให้ผู้ถูกจับและผู้ต้องหามีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ คำรับสารภาพในชั้นจับกุมห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้อยคำอื่นรับฟังได้เมื่อแจ้งสิทธิแล้ว ก่อนให้ถ้อยคำในรายละเอียดจึงควรปรึกษาทนายความ

ตำรวจควบคุมตัวผู้ถูกจับได้นานเท่าใดก่อนนำตัวไปศาล

ถ้าไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ต้องนำตัวไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่ผู้ถูกจับถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87

คดียาเสพติดฝากขังได้สูงสุดกี่วัน

ขึ้นกับอัตราโทษจำคุกอย่างสูงของข้อหา ข้อหาตามมาตรา 145 ของประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ขังได้ครั้งละไม่เกินสิบสองวัน รวมไม่เกินแปดสิบสี่วัน ส่วนข้อหาเสพหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ รวมไม่เกินสี่สิบแปดวัน

ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำได้หรือไม่

ได้ ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ และพนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธินี้ก่อนถามคำให้การ ตามมาตรา 134/3 และ 134/4

เชิงอรรถและแหล่งที่มา

  1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ บัญญัติว่า “ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ ถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับหรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๘๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ บัญญัติว่า “เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ โดยทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหา และรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น (๒) ในกรณีที่ราษฎรเป็นผู้จับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวบันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้จับ อีกทั้งข้อความและพฤติการณ์แห่งการจับนั้นไว้ และให้ผู้จับลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นสำคัญเพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบและแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗/๑ รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ในโอกาสแรกเมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้ง ก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ถูกจับ ในกรณีที่จำเป็น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับจะจัดการพยาบาลผู้ถูกจับเสียก่อนนำตัวไปส่งตามมาตรานี้ก็ได้ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๘๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗/๑ บัญญัติว่า “ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกและให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิดังต่อไปนี้ด้วย (๑) พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (๒) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน (๓) ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร (๔) ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหานั้นทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิตามวรรคหนึ่ง”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๗/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใครและที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น ในกรณีที่ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือการฟ้องคดีให้นำตัวผู้ถูกจับไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ โดยให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจเรียกพยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ ในกรณีความผิดอาญาที่ได้กระทำลงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกินเจ็ดวัน ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินแปดสิบสี่วัน ในกรณีตามวรรคหกเมื่อศาลสั่งขังครบสี่สิบแปดวันแล้ว หากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขังต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในการไต่สวนตามวรรคสามและวรรคเจ็ด ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยาน ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความเนื่องจากยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามมาตรา ๑๓๔/๑ และผู้ต้องหาร้องขอ ให้ศาลตั้งทนายความให้ โดยทนายความนั้นมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๓๔/๑ วรรคสาม โดยอนุโลม ถ้าพนักงานสอบสวนต้องไปทำการสอบสวนในท้องที่อื่นนอกเขตของศาลซึ่งได้สั่งขังผู้ต้องหาไว้ พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอให้โอนการขังไปยังศาลในท้องที่ที่จะต้องไปทำการสอบสวนนั้นก็ได้ เมื่อศาลที่สั่งขังไว้เห็นเป็นการสมควรก็ให้สั่งโอนไป”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๘๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้ การจัดหาทนายความตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้ทนายความที่รัฐจัดหาให้ได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง เมื่อได้จัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสามแล้ว ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน หากทนายความไม่อาจมาพบผู้ต้องหาได้ โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้พนักงานสอบสวนทราบหรือแจ้งแต่ไม่มาพบผู้ต้องหาภายในเวลาอันสมควร ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนผู้ต้องหาไปได้โดยไม่ต้องรอทนายความ แต่พนักงานสอบสวนต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๓๔/๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  6. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 1
  7. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๓ บัญญัติว่า “บทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาใดซึ่งพระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หรือกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙ ก หน้า ๔๕ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๘๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  8. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 2
  9. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  10. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 2
  11. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗/๑ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  12. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๔ บัญญัติว่า “ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (๑) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (๒) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ มาตรา ๑๓๔/๒ และมาตรา ๑๓๔/๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๓๔/๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  13. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๓ บัญญัติว่า “ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๓๔/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  14. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 5
  15. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ บัญญัติว่า “ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๙๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท (๑) การกระทำเพื่อการค้า (๒) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน (๓) การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี (๔) การจำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ (๕) การกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (๖) การกระทำโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต (๑) การกระทำโดยหัวหน้า ผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม (๒) การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  16. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๒ บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ และมิใช่กรณีตามมาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  17. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  18. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4316/2560. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จึงเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้น”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  19. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๑ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลว่า พยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) คุณค่าในเชิงพิสูจน์ ความสำคัญ และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น (๒) พฤติการณ์และความร้ายแรงของความผิดในคดี (๓) ลักษณะและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยมิชอบ (๔) ผู้ที่กระทำการโดยมิชอบอันเป็นเหตุให้ได้พยานหลักฐานมานั้นได้รับการลงโทษหรือไม่เพียงใด”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๒๒๖/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  20. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  21. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  22. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๖ บัญญัติว่า “คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันหรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน ไม่ว่าผู้นั้นต้องควบคุมหรือขังตามหมายศาล ย่อมยื่นได้โดยผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องดังนี้ (๑) เมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่และยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ให้ยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี (๒) เมื่อผู้ต้องหาต้องขังตามหมายศาลและยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลให้ยื่นต่อศาลนั้น (๓) เมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องแล้ว ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีนั้น (๔) เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว แม้ยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา หรือมีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีนั้น ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว ให้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตมิฉะนั้นให้รีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเพื่อสั่ง แล้วแต่กรณี (๕) เมื่อศาลส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้ว จะยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีนั้น หรือจะยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณีก็ได้ ในกรณีที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเพื่อสั่ง แล้วแต่กรณี”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๐๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๑๐๖ (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๕ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  23. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๗ บัญญัติว่า “เมื่อได้รับคำร้องให้ปล่อยชั่วคราว ให้เจ้าพนักงานหรือศาลรีบสั่งอย่างรวดเร็วและผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๘ มาตรา ๑๐๘/๑ มาตรา ๑๐๙ มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๓/๑ คำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวโดยทันที”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๐๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  24. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๘ บัญญัติว่า “ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบ (๑) ความหนักเบาแห่งข้อหา (๒) พยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วมีเพียงใด (๓) พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร (๔) เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด (๕) ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่ (๖) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่ (๗) ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับประกอบการวินิจฉัยได้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจสั่งให้ปล่อยชั่วคราวหรือศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริง รายงานหรือความเห็นของเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการนั้นเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องด้วยก็ได้ ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจสั่งให้ปล่อยชั่วคราวหรือศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่หรือเงื่อนไขอื่นใดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติ หรือในกรณีที่ผู้นั้นยินยอมจะสั่งให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยชั่วคราวก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ถูกปล่อยชั่วคราวมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ แม้ผู้นั้นยินยอม จะสั่งให้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวได้ต่อเมื่อผู้นั้นมีพฤติการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง หรือมีเหตุสมควรประการอื่น”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ และวรรคสามแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๕๘ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  25. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๘/๑ บัญญัติว่า “การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี (๒) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน (๓) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น (๔) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ (๕) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล คำสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวต้องแสดงเหตุผล และต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยและผู้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๐๘/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  26. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๑๔ บัญญัติว่า “ในกรณีที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตรวจพบผู้ที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดตามมาตรา ๑๖๒ หรือมาตรา ๑๖๓ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพตามมาตรา ๑๖๔ ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคมที่เกิดจากโรคทางจิตและประสาท หรืออาการที่เกิดจากฤทธิ์ของยาเสพติดที่ใช้ และสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจส่งตัวผู้นั้นไปสถานพยาบาลยาเสพติดหรือศูนย์คัดกรองต่อไป เมื่อผู้สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่งเข้ารับการบำบัดรักษาและปฏิบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนได้รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจจากหัวหน้าสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ผู้นั้นไม่มีความผิดในมาตราดังกล่าว หากผู้เข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่งหลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษาจนครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้สถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจัดทำประวัติ ข้อมูล และพฤติการณ์ของผู้หลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษาดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาให้เข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่ง”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  27. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 5
  28. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๘ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 24
  29. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๔ บัญญัติว่า “ห้ามมิให้นำบทบัญญัติในหมวด ๓ วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น และหมวด ๔ อุทธรณ์และฎีกา แห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัว ตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙ ก หน้า ๔๕ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๘๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  30. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗/๑ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3

ปรึกษาเรื่องคดียาเสพติดกับสำนักงาน

กรณีมีผู้ถูกจับ ขอให้แจ้งชื่อผู้ถูกจับ สถานีตำรวจหรือสถานที่ที่ถูกควบคุม เวลาที่ถูกจับ และข้อหาที่ได้รับแจ้ง กรณีคดีอยู่ในศาลหรือมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้แจ้งชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัดถัดไป ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ และสำนักงานจะตรวจผลประโยชน์ขัดกันก่อนขอรับเอกสารในคดี

ช่องทางติดต่อสำนักงาน

โทรศัพท์
081 654 5922
LINE
@507btqsu
WhatsApp
+66 87 989 6536
อีเมล
contact@eksiamlegal.com
สำนักงาน
บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
300/90 ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
ค่าบริการปรึกษา
ปรึกษาหนึ่งเรื่อง 45 นาที 4,900 บาท ชำระก่อนเวลานัด งานอื่นแจ้งขอบเขตและค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน
คิวอาร์โค้ดสำหรับเพิ่มบัญชี LINE Official ของสำนักงาน
LINE Official Accountปรึกษาทาง LINE @507btqsu
เปิดในแอป LINE
คิวอาร์โค้ดสำหรับติดต่อสำนักงานทาง WhatsApp
WhatsAppสำหรับผู้ติดต่อจากต่างประเทศ
เปิดใน WhatsApp