ที่ปรึกษากฎหมายคดียาเสพติด ตั้งแต่ก่อนถูกจับจนพ้นโทษ · บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

เส้นทางคดียาเสพติดเก้าช่วง ตั้งแต่ก่อนถูกจับจนพ้นโทษ

ผู้ต้องหา จำเลย และครอบครัวต้องตัดสินใจต่างกันในแต่ละช่วงของคดี หน้านี้วางลำดับของทั้งเก้าช่วง พร้อมบทกฎหมายที่ใช้ในช่วงชั้นพนักงานอัยการ ชั้นพิจารณา และชั้นกำหนดโทษ

ปรับปรุงล่าสุด · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย

สาระสำคัญ

  • คดียาเสพติดแบ่งได้เป็นเก้าช่วง ตั้งแต่ก่อนถูกจับจนพ้นโทษ แต่ละช่วงมีบทกฎหมายและการตัดสินใจที่ต่างกัน
  • วิธีพิจารณาคดียาเสพติดใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเรื่องที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ1
  • การให้ข้อมูลที่สำคัญแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนเป็นเหตุให้ศาลลงโทษต่ำกว่าขั้นต่ำได้ และผู้กระทำความผิดยื่นคำร้องเองได้ถ้าพนักงานอัยการไม่ระบุ2
  • เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปได้ เว้นแต่มีเหตุสงสัยหรือข้อหามีโทษขั้นต่ำจำคุกตลอดชีวิตหรือหนักกว่า3

ภาพรวมเส้นทางคดีเก้าช่วง

เส้นทางคดียาเสพติดเริ่มตั้งแต่ก่อนถูกจับ ผ่านชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ ชั้นศาลสามชั้น ไปจนถึงการรับโทษและการพ้นโทษ ช่วงที่ 1 อธิบายในหน้า หมายเรียกและหมายจับ และหน้า ผู้เสพและการบำบัดรักษา ช่วงที่ 2 ถึง 4 อธิบายในหน้า การถูกจับ ช่วงที่ 5 ถึง 7 อธิบายในหน้านี้ และช่วงที่ 8 ถึง 9 อธิบายในหน้าหลังคำพิพากษา

  1. 1
    ก่อนถูกจับ หมายเรียก และหมายจับ

    หมายเรียกและการเรียกตัวทางโทรศัพท์ เหตุออกหมายจับ อายุความ และการสมัครใจเข้ารับการบำบัด

  2. 2
    การจับและการตรวจค้น

    การแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ บันทึกการจับกุม และความชอบด้วยกฎหมายของการค้น

  3. 3
    ที่ทำการของพนักงานสอบสวน

    การแจ้งสิทธิ การติดต่อญาติ และการพบทนายความ

  4. 4
    การสอบปากคำ ฝากขัง และการปล่อยชั่วคราว

    สิทธิที่จะไม่ให้การ ระยะเวลาฝากขัง และคำร้องขอปล่อยชั่วคราว

  5. 5
    ชั้นพนักงานอัยการ

    การพิจารณาสำนวนและการระบุเรื่องการให้ข้อมูลที่สำคัญในคำฟ้อง

  6. 6
    การพิจารณาในศาลชั้นต้น

    การรับสารภาพ การสืบพยาน การบำบัดรักษาในชั้นศาล และการรับฟังพยานหลักฐาน

  7. 7
    คำพิพากษาและการกำหนดโทษ

    อัตราโทษ การลงโทษต่ำกว่าขั้นต่ำ การเปลี่ยนโทษจำคุก และการริบทรัพย์สิน

  8. 8
    อุทธรณ์ ฎีกา และการกำหนดโทษใหม่

    การปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ และการขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

  9. 9
    การรับโทษ การพักการลงโทษ และการพ้นโทษ

    การลดวันต้องโทษ การพักการลงโทษ และการขอพระราชทานอภัยโทษ

ช่วงที่ 5 ชั้นพนักงานอัยการ

เมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนแล้ว พนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาว่าจะฟ้องคดีหรือไม่ ในคดียาเสพติด เรื่องที่ควรติดตามในช่วงนี้คือการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปราม ซึ่งศาลใช้เป็นเหตุลงโทษต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำได้เมื่อพนักงานอัยการระบุไว้ในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล4

ถ้าพนักงานอัยการไม่ระบุ ผู้กระทำความผิดที่เคยให้ข้อมูลยื่นคำร้องต่อศาลเองได้ตามมาตรา 153 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติเรื่องนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับโทษ และในคดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายใช้บังคับ ศาลต้องเลือกใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/25695

บทบัญญัติเรื่องการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญเป็นกฎหมายเกี่ยวกับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และมาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ศาลต้องนำมาใช้ด้วย การไม่กำหนดโทษตามมาตรา 100/2 จึงหนักกว่าโทษตามกฎหมายภายหลัง

“จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย”

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566 (ประชุมใหญ่)6

การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการพยายามจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียวตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ฟังว่าการกระทำเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ถึงวรรคสาม (2) ส่วนการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญ มาตรา 153 กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานอัยการระบุหรือผู้กระทำความผิดยื่นคำร้อง จึงไม่เป็นคุณกว่ามาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนนี้

“กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก”

ความเห็นของสำนักงาน

การให้ข้อมูลที่จะได้รับประโยชน์ตามมาตรา 153 ต้องเป็นข้อมูลต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนในคดีนั้น ข้อเท็จจริงว่าให้ข้อมูลเมื่อใด ต่อผู้ใด และผลที่เกิดขึ้น ควรได้รับการบันทึกไว้ในสำนวนตั้งแต่ชั้นสอบสวน

ช่วงที่ 6 การพิจารณาในศาลชั้นต้น

ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หรือข้อหาที่รับสารภาพมีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตลอดชีวิตหรือหนักกว่านั้น ซึ่งศาลต้องฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง7

ในคดีที่จำเลยมีทนายความ ถ้าจำเลยจงใจไม่มาศาลหรือหลบหนี และมีความจำเป็นเพื่อมิให้พยานหลักฐานสูญหาย ศาลสืบพยานลับหลังจำเลยได้ แต่ต้องให้โอกาสทนายความถามค้านและนำสืบหักล้าง8

เรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน คำรับสารภาพในชั้นจับกุมห้ามรับฟัง9 ถ้อยคำในชั้นสอบสวนที่ให้ก่อนได้รับแจ้งสิทธิรับฟังไม่ได้10 และพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบอยู่ในบังคับของมาตรา 226/111

ในคดีความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ศาลส่งจำเลยไปบำบัดรักษาและยุติคดีเมื่อบำบัดครบถ้วนได้1213

สำหรับคดีที่ค้างพิจารณาในศาลชั้นต้นในวันก่อนประมวลกฎหมายใช้บังคับ คู่ความยื่นคำแถลงขอสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นว่าการกระทำเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายหรือไม่ได้14

ช่วงที่ 7 คำพิพากษาและการกำหนดโทษ

ศาลกำหนดโทษตามบทกำหนดโทษของฐานความผิด ซึ่งในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ คือมาตรา 14515 ความผิดร้ายแรงที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ ศาลต้องลงโทษทั้งสองอย่าง แต่ลงต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำได้เมื่อมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย16

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/256917

เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยืนความผิดและโทษ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำตามมาตรา 152 วรรคสอง ส่วนการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) เป็นเหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม ศาลฟังว่าการพยายามส่งออกยาเสพติดจำนวนมากเข้าเหตุนี้ แม้จุดหมายปลายทางเป็นต่างประเทศ โดยคำนึงถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

“จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก”

ในคดีความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยหรือเงื่อนไขคุมความประพฤติได้ไม่เกินสองปี18 และทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องถูกริบ ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษหรือไม่19

ความเห็นของสำนักงาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569 แสดงว่าการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอาจทำให้เสียสิทธิยกเหตุบางประการในชั้นฎีกา การตัดสินใจเรื่องอุทธรณ์จึงควรทำภายในกำหนดเวลาหลังฟังคำพิพากษา โดยพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ยังโต้แย้งได้

คำถามที่พบบ่อย

คดียาเสพติดมีขั้นตอนอย่างไรตั้งแต่ถูกจับจนจบคดี

สำนักงานแบ่งเป็นเก้าช่วง ได้แก่ ก่อนถูกจับ การจับและการค้น ที่ทำการพนักงานสอบสวน การสอบปากคำ ฝากขัง และปล่อยชั่วคราว ชั้นพนักงานอัยการ การพิจารณาในศาลชั้นต้น คำพิพากษาและการกำหนดโทษ อุทธรณ์ฎีกาและการกำหนดโทษใหม่ และการรับโทษจนพ้นโทษ

รับสารภาพในศาลแล้วศาลต้องสืบพยานหรือไม่

ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด มาตรา 13 ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปได้ เว้นแต่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หรือข้อหามีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตลอดชีวิตหรือหนักกว่านั้น

การให้ข้อมูลแก่ตำรวจช่วยลดโทษได้หรือไม่

ได้ ถ้าศาลเห็นว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปราม และพนักงานอัยการระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้อง หรือผู้กระทำความผิดยื่นคำร้องเอง ศาลจะลงโทษต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำก็ได้ ตามมาตรา 153

เชิงอรรถและแหล่งที่มา

  1. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๓ บัญญัติว่า “บทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาใดซึ่งพระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หรือกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙ ก หน้า ๔๕ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๘๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  2. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ บัญญัติว่า “ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม หรือพนักงานสอบสวนในคดีนั้น เมื่อพนักงานอัยการระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ กรณีที่ผู้กระทำความผิดได้เคยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามวรรคหนึ่ง ถ้าพนักงานอัยการไม่ระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล ผู้กระทำความผิดนั้นอาจยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  3. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า “ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตลอดชีวิตหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙ ก หน้า ๔๕ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๘๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  4. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 2
  5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  6. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  7. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๑๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  8. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๑๒ บัญญัติว่า “ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งจำเลยมีทนายความ ถ้าปรากฏว่าจำเลยคนใดจงใจไม่มาศาลหรือหลบหนี และมีความจำเป็นเพื่อมิให้พยานหลักฐานสูญหายหรือยากแก่การนำมาสืบในภายหลัง เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควรก็ให้ศาลมีอำนาจสืบพยานหลักฐานลับหลังจำเลย แต่ต้องให้โอกาสทนายความของจำเลยที่จะถามค้านและนำสืบหักล้างพยานหลักฐานนั้นได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙ ก หน้า ๔๕ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๘๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  9. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ บัญญัติว่า “เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ โดยทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหา และรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น (๒) ในกรณีที่ราษฎรเป็นผู้จับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวบันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้จับ อีกทั้งข้อความและพฤติการณ์แห่งการจับนั้นไว้ และให้ผู้จับลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นสำคัญเพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบและแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗/๑ รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ในโอกาสแรกเมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้ง ก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ถูกจับ ในกรณีที่จำเป็น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับจะจัดการพยาบาลผู้ถูกจับเสียก่อนนำตัวไปส่งตามมาตรานี้ก็ได้ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๘๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  10. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๔ บัญญัติว่า “ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (๑) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (๒) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ มาตรา ๑๓๔/๒ และมาตรา ๑๓๔/๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๓๔/๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  11. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๑ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลว่า พยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่การรับฟังพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดี โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) คุณค่าในเชิงพิสูจน์ ความสำคัญ และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น (๒) พฤติการณ์และความร้ายแรงของความผิดในคดี (๓) ลักษณะและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยมิชอบ (๔) ผู้ที่กระทำการโดยมิชอบอันเป็นเหตุให้ได้พยานหลักฐานมานั้นได้รับการลงโทษหรือไม่เพียงใด”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๒๒๖/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  12. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๘ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา ๑๑๔ เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามลักษณะนี้ ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ในกรณีที่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรลงโทษจำเลย หากจำเลยสำนึกในการกระทำโดยตกลงเข้ารับการบำบัดรักษา เมื่อศาลสอบถามพนักงานอัยการแล้ว หากศาลเห็นสมควร ให้ส่งตัวจำเลยไปสถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาต่อไป”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  13. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๙ บัญญัติว่า “เมื่อจำเลยเข้ารับการบำบัดรักษาและปฏิบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดกำหนด จนได้รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจจากหัวหน้าสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ศาลสั่งยุติคดี เว้นแต่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลาง และให้ผู้นั้นพ้นจากความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๖๘ ถ้าจำเลยไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษาจนครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดกำหนด ก็ให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาต่อไป”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  14. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา ๒๑ บัญญัติว่า “ให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และเพื่อขายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ยังคงมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แล้วแต่กรณี จนกว่าคดีถึงที่สุด คดีซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นอยู่ในวันก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงขอสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายหรือเพื่อขายหรือไม่ แล้วแต่กรณี ก็ให้ศาลสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ราชกิจจานุเบกษา (สำเนาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.). ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  15. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ บัญญัติว่า “ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๙๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท (๑) การกระทำเพื่อการค้า (๒) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน (๓) การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี (๔) การจำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ (๕) การกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (๖) การกระทำโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต (๑) การกระทำโดยหัวหน้า ผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม (๒) การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  16. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๒ บัญญัติว่า “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตามประมวลกฎหมายนี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งของผู้ใดเมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย ศาลจะลงโทษจำคุกหรือปรับน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  17. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  18. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๖ บัญญัติว่า “ในการพิจารณาพิพากษาผู้กระทำความผิดตามลักษณะนี้ ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้ศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา หรือนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติข้อเดียวหรือหลายข้อตามมาตรา ๕๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาใช้แทนการลงโทษ ทั้งนี้ ตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าสองปี หากเหตุที่ให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  19. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๓๔ บัญญัติว่า “บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๔ หรือประเภท ๕ วัตถุออกฤทธิ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569

ปรึกษาเรื่องคดียาเสพติดกับสำนักงาน

กรณีมีผู้ถูกจับ ขอให้แจ้งชื่อผู้ถูกจับ สถานีตำรวจหรือสถานที่ที่ถูกควบคุม เวลาที่ถูกจับ และข้อหาที่ได้รับแจ้ง กรณีคดีอยู่ในศาลหรือมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้แจ้งชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัดถัดไป ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ และสำนักงานจะตรวจผลประโยชน์ขัดกันก่อนขอรับเอกสารในคดี

ช่องทางติดต่อสำนักงาน

โทรศัพท์
081 654 5922
LINE
@507btqsu
WhatsApp
+66 87 989 6536
อีเมล
contact@eksiamlegal.com
สำนักงาน
บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
300/90 ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
ค่าบริการปรึกษา
ปรึกษาหนึ่งเรื่อง 45 นาที 4,900 บาท ชำระก่อนเวลานัด งานอื่นแจ้งขอบเขตและค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน
คิวอาร์โค้ดสำหรับเพิ่มบัญชี LINE Official ของสำนักงาน
LINE Official Accountปรึกษาทาง LINE @507btqsu
เปิดในแอป LINE
คิวอาร์โค้ดสำหรับติดต่อสำนักงานทาง WhatsApp
WhatsAppสำหรับผู้ติดต่อจากต่างประเทศ
เปิดใน WhatsApp