ที่ปรึกษากฎหมายคดียาเสพติด ตั้งแต่ก่อนถูกจับจนพ้นโทษ · บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

คลังคำพิพากษาศาลฎีกาคดียาเสพติด

คำพิพากษาศาลฎีกา 18 ฉบับเกี่ยวกับประมวลกฎหมายยาเสพติดและการเปลี่ยนผ่านจากกฎหมายเดิม แยกสรุปข้อเท็จจริง คำวินิจฉัย ข้อความจากคำพิพากษา และข้อจำกัดในการนำไปใช้ ทุกฉบับตรวจกับระบบสืบค้นของศาลฎีกา

ปรับปรุงล่าสุด · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย

สาระสำคัญ

  • คลังนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกา 18 ฉบับ ทุกฉบับค้นพบในระบบสืบค้นของศาลฎีกาด้วยเลขคำพิพากษา เมื่อ 3 ตุลาคม 2569 ในจำนวนนี้ 6 ฉบับมีมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา
  • ข้อความในเครื่องหมายคำพูดคัดคำต่อคำจากคำพิพากษาฉบับย่อในระบบของศาลฎีกา ส่วนข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยโดยสรุปเป็นถ้อยคำของสำนักงาน
  • แต่ละฉบับระบุข้อจำกัดในการนำไปใช้ เพราะผลของคำพิพากษาผูกกับข้อเท็จจริงของคดีนั้น
  • เลขคำพิพากษาที่พบในแหล่งอื่นแต่ค้นไม่พบในระบบของศาลฎีกา สำนักงานไม่นำมาอ้าง

วิธีคัดเลือกและตรวจคำพิพากษา

สำนักงานคัดคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักในประเด็นที่เกิดบ่อยในคดียาเสพติด ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านจากกฎหมายเดิม พฤติการณ์ตามมาตรา 145 การรับฟังถ้อยคำในชั้นจับกุม ผู้สนับสนุนและผู้สมคบ และการกำหนดโทษ ทุกฉบับตรวจโดยค้นด้วยเลขคำพิพากษาในระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา และตรวจข้อความที่คัดมาว่าปรากฏในคำพิพากษาฉบับย่อทุกตัวอักษร

คำพิพากษาศาลฎีกาเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคดีนั้น การนำหลักไปใช้กับคดีอื่นต้องเทียบข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญเสมอ

การใช้กฎหมายเดิมหรือประมวลกฎหมายยาเสพติด และการขอกำหนดโทษใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/25651

ประชุมใหญ่คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยสองคนร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ดแก่ผู้ล่อซื้อ และเคยจำหน่ายแก่ผู้ต้องหารายอื่นมาก่อน ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
ข้อสันนิษฐานเพื่อจำหน่ายตามปริมาณของกฎหมายเดิมยังใช้กับคดีนี้ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด แต่มาตรา 145 ของประมวลกฎหมายใหม่ลงโทษหนักขึ้นโดยถือพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่เป็นสำคัญ ไม่ได้ถือปริมาณดังกฎหมายเดิม แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้พฤติการณ์ได้ ถ้าผู้กระทำไม่มีพฤติการณ์หรือบทบาทตามวรรคสองหรือวรรคสาม ศาลปรับบทได้เพียงวรรคหนึ่ง และการกำหนดโทษใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 คดีนี้ศาลฟังว่าเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จึงลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ใช้ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเดิมเพราะศาลชั้นต้นพิพากษาก่อนประมวลกฎหมายใช้บังคับ การปรับบทตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามขึ้นกับข้อเท็จจริงเรื่องพฤติการณ์และบทบาทในแต่ละคดี
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 212 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1453 · ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 34

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/25665

ประชุมใหญ่คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมายเดิมฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปีและปรับ 700,000 บาท และถูกเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 ของกฎหมายเดิม ต่อมามีการขอให้กำหนดโทษใหม่
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
กฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติความผิดหรือบัญญัติโทษ ศาลกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 (1) ได้เฉพาะเมื่อโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ คดีนี้โทษที่ลงไว้ในทั้งสองฐานไม่หนักกว่า จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ส่วนการเพิ่มโทษ แม้มาตรา 97 ของกฎหมายเดิมถูกยกเลิกและประมวลกฎหมายใหม่ไม่มีบทเพิ่มโทษ ศาลยังเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้ เมื่อโจทก์ได้ขอให้เพิ่มโทษไว้แล้ว
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ผลของคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ขึ้นกับการเปรียบเทียบโทษที่ศาลลงไว้จริงกับอัตราโทษตามกฎหมายใหม่ในแต่ละฐานความผิด
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/25667

ประชุมใหญ่คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
ศาลลงโทษตามกฎหมายเดิมฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเป็นหลายกรรม และเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 ของกฎหมายเดิม คดีถึงที่สุดแล้วมีการขอให้กำหนดโทษใหม่
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
นิยามคำว่า จำหน่าย ในมาตรา 1 ของประมวลกฎหมายยาเสพติดรวมการมีไว้เพื่อจำหน่าย ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานพยายามจำหน่ายจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่าการลงโทษตามกฎหมายใหม่ซึ่งในคดีนี้คือมาตรา 145 วรรคสอง (1) เพียงกรรมเดียว และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนการเพิ่มโทษ ศาลเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
เป็นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่หลังคดีถึงที่สุด การปรับบทตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) อาศัยข้อเท็จจริงที่ยุติในคดีนั้น
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/25699

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาทก่อนลดโทษ จำเลยไม่อุทธรณ์ ต่อมาขอให้กำหนดโทษใหม่
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
เมื่อศาลชั้นต้นใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณในการพิพากษาแล้ว จำเลยขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ไม่ได้ หากเห็นว่าโทษหนักเกินไปต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามขั้นตอน และการขอเช่นนี้มีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
คำร้องขอกำหนดโทษใหม่ไม่ใช่ช่องทางแทนการอุทธรณ์
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310

เจตนาจำหน่าย เหตุฉกรรจ์ และปริมาณยาเสพติด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/256711

ประชุมใหญ่คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย สารบริสุทธิ์ 0.410 กรัม และขายให้สายลับผู้ล่อซื้อ สารบริสุทธิ์ 0.027 กรัม คดีถึงที่สุดตามกฎหมายเดิมโดยลงโทษเป็นสองกระทง
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
แม้เป็นการขายให้สายลับผู้ล่อซื้อ เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นแสดงว่าจำเลยจำหน่ายเป็นปกติ ยังไม่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำจึงเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง โทษที่ลงไว้ในแต่ละฐานไม่หนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ แต่การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียว การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่า และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ในส่วนนั้น
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ข้อวินิจฉัยเรื่องเพื่อการค้าอาศัยข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาเดิม คดีอื่นต้องพิจารณาพยานหลักฐานเรื่องพฤติการณ์เป็นรายคดี
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 14512 · ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/256714

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 300,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 5,274.257 กรัม ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ปรับบทตามมาตรา 145 วรรคสาม (2)
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
แม้มาตรา 145 กำหนดโทษตามพฤติการณ์และบทบาทเป็นสำคัญ ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้พฤติการณ์และบทบาทอยู่ในตัว ศาลฎีกาเห็นว่าการปรับบทตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบแล้ว แต่เห็นว่าโทษประหารชีวิตที่ศาลอุทธรณ์วางไว้หนักเกินไป จึงแก้เป็นจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษ
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดอยู่ในตัว”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ปริมาณเป็นข้อบ่งชี้ประกอบ ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย ต้องอ่านคู่กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 14515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/256916

ปรับบทตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
โจทก์บรรยายฟ้องว่าการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และจำเลยให้การรับสารภาพ
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ถือปริมาณเป็นเกณฑ์กำหนดโทษ แต่ปริมาณอาจบ่งชี้ความร้ายแรงและนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นได้ เหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) และวรรคสาม (2) เป็นเหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติการณ์ความร้ายแรงของคดี ไม่จำต้องฟังเป็นยุติตามคำบรรยายฟ้องและคำรับสารภาพเสมอไป
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ใช้กับเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เหตุที่เป็นข้อเท็จจริงชัดเจน เช่น การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 14517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/256918

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก สารบริสุทธิ์ 2,762.668 กรัม และพยายามส่งออกไปต่างประเทศ ถูกจับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ศาลชั้นต้นลงโทษประหารชีวิต จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ยืนความผิดและโทษโดยแก้การปรับบทเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยืนความผิดและโทษ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำตามมาตรา 152 วรรคสอง ส่วนการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) เป็นเหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม ศาลฟังว่าการพยายามส่งออกยาเสพติดจำนวนมากเข้าเหตุนี้ แม้จุดหมายปลายทางเป็นต่างประเทศ โดยคำนึงถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ผลเรื่องสิทธิฎีกาเกิดจากการที่จำเลยไม่อุทธรณ์ จึงเป็นเหตุผลที่ต้องพิจารณาการอุทธรณ์ตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 14519 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 15220

การจับ การค้น และถ้อยคำในชั้นจับกุม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/256721

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
บันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยและผู้ถูกจับอีกคนหนึ่งรับว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของตน และซื้อมาจากบุคคลอื่นเพื่อจำหน่ายต่อ โจทก์อ้างว่ารายละเอียดเรื่องการซื้อมาเพื่อจำหน่ายเป็นถ้อยคำอื่นที่รับฟังได้
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
ถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับต่อเจ้าพนักงานผู้จับรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ และถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัตินั้นต้องไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพ รายละเอียดว่าซื้อมาเพื่อจำหน่ายต่อเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของผู้ถูกจับอีกคนหนึ่ง แม้ไม่ห้ามรับฟังในคดีของจำเลย แต่เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดซึ่งมีเงื่อนไขในการรับฟังและมีน้ำหนักน้อย
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
หลักนี้ใช้กับถ้อยคำในชั้นจับกุม ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนอยู่ในบังคับของมาตรา 134/4
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 8422 · พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 323

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4316/256024

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
ผู้ต้องหาสามคนที่ถูกจับข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนให้การว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยซึ่งเช่าห้องพักในรีสอร์ต ตำรวจตรวจสอบกับผู้ดูแลรีสอร์ตแล้วเข้าค้นห้องทันทีโดยไม่มีหมายค้น
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
ศาลฟังว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง เพราะจำเลยพักในรีสอร์ตเป็นการชั่วคราว และหากรอหมายค้นอาจนำยาเสพติดออกไปเมื่อใดก็ได้ ตำรวจจึงค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น และเมื่อพบยาเสพติดอันเป็นความผิดซึ่งหน้า จึงจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“จึงเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้น”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
คดีเกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติด แต่หลักเรื่องการค้นเป็นหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ความชอบด้วยกฎหมายของการค้นขึ้นกับข้อเท็จจริงเรื่องความฉุกเฉินในแต่ละคดี
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 325

ตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้สมคบ และผู้ให้ใช้บัญชีธนาคาร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2306/256726

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยรับโทษจำคุกตลอดชีวิตตามคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมายเดิม ฐานสมคบและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 1,580 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากตามคำสั่งของพวกเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติด แล้วขอให้กำหนดโทษใหม่
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
การเปิดบัญชีในกรณีนี้เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในการสมคบ ไม่ใช่เพียงความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีตามมาตรา 129 ซึ่งมีโทษเบากว่า การกระทำต้องด้วยมาตรา 145 วรรคสอง (2) แต่ยังไม่ถึงวรรคสาม (2) และยังไม่พอฟังว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า เมื่อโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ ศาลจึงกำหนดโทษใหม่
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเพียงแต่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารตามคำสั่งของพวกเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติด แต่ก็มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ต้องอ่านคู่กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2568 ซึ่งแยกระหว่างมาตรา 129 กับการเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 125
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 12727 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 12928 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 14529 · ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/256831

ประชุมใหญ่คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
ผู้ขายใช้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยให้ไว้ติดต่อผู้ซื้อ และให้โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนผ่านบัญชีของบุคคลอื่นแล้วเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือ
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
มาตรา 129 ใช้เมื่อการกระทำยังไม่ถึงขั้นสนับสนุนหรือช่วยเหลือ ถ้าการเปิดบัญชีถึงขั้นสนับสนุนหรือช่วยเหลือ เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) และต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ การเลือกวรรคของมาตรา 145 สำหรับผู้สนับสนุนพิจารณาจากพฤติการณ์หรือบทบาทของตัวการ คดีนี้เป็นมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ใช่วรรคสาม (2)
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
การแยกระหว่างสองมาตราขึ้นกับระดับการมีส่วนร่วมและความรู้ของผู้เปิดบัญชีในแต่ละคดี
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 12532 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 12933 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 14534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/256735

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยโทรศัพท์ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุงจากผู้ขาย ผู้ขายจ้างบุคคลอื่นนำไปส่งทางพัสดุไปรษณีย์ แต่ผู้รับจ้างนำพัสดุไปมอบตำรวจก่อนถึงมือจำเลย
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
การตกลงซื้อขายในลักษณะนี้เป็นการสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามมาตรา 127 และเมื่อมีการพยายามกระทำความผิดเพราะการสมคบ จำเลยต้องรับโทษตามมาตรา 127 วรรคสอง และฐานพยายามจำหน่ายตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 126 ข้อสันนิษฐานเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายเดิมยังใช้กับคดีนี้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แต่พฤติการณ์ยังไม่เป็นการกระทำเพื่อการค้า และจำเลยไม่ต้องรับผิดในยาเสพติดส่วนอื่นของผู้ขายที่ไม่ได้รู้เห็น
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“ลักษณะการตกลงกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ผลเรื่องเจตนาจำหน่ายอาศัยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเดิม ซึ่งใช้เฉพาะคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาก่อนประมวลกฎหมายใช้บังคับ
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 12636 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 12737 · พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 2138

การลดโทษ การให้ข้อมูล และการลงโทษผู้เสพ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/256639

ประชุมใหญ่คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 4,018 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่าย 1,996 เม็ดแก่สายลับผู้ล่อซื้อ และได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วขอให้กำหนดโทษใหม่
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการพยายามจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียวตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ฟังว่าการกระทำเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ถึงวรรคสาม (2) ส่วนการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญ มาตรา 153 กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานอัยการระบุหรือผู้กระทำความผิดยื่นคำร้อง จึงไม่เป็นคุณกว่ามาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนนี้
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
การเลือกใช้กฎหมายที่เป็นคุณพิจารณาแยกเป็นรายประเด็น
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 14540 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 15341 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 12642 · ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/256944

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญตามมาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิม ขอให้กำหนดโทษใหม่ และศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทกำหนดโทษในเรื่องการให้ข้อมูลนั้น
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
บทบัญญัติเรื่องการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญเป็นกฎหมายเกี่ยวกับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และมาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ศาลต้องนำมาใช้ด้วย การไม่กำหนดโทษตามมาตรา 100/2 จึงหนักกว่าโทษตามกฎหมายภายหลัง
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ใช้กับผู้ที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญไว้แล้วตามที่ปรากฏในคดี
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 15345 · ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 346

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/256747

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมายเดิม ต่อมาขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำตามมาตรา 152 วรรคสอง ของประมวลกฎหมายยาเสพติด
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
คำขอตามมาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
เหตุตามมาตรา 152 วรรคสองควรยกขึ้นระหว่างการพิจารณาคดี
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 15248 · ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5547/256750

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.02 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิด
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมไม่ใช่ความผิดร้ายแรง จึงอยู่กลุ่มเดียวกับความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพตามมาตรา 107 และ 164 กฎหมายใหม่ไม่มีผลย้อนหลังทำให้เป็นความผิดร้ายแรง และปริมาณต้องด้วยข้อสันนิษฐานเพื่อเสพตามกฎกระทรวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ข้อ 2 (จ) ศาลจึงลงโทษตามมาตรา 107 วรรคสอง และมาตรา 164 ซึ่งเป็นคุณ
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“ไม่มีผลย้อนหลังทำให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมกลายเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายใหม่ไปได้”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ปริมาณในคดีนี้ไม่เกินเกณฑ์ในกฎกระทรวง ผลอาจต่างไปเมื่อปริมาณเกินเกณฑ์หรือมีพยานหลักฐานเรื่องเจตนาอื่น
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 10751 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 16452 · ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1855/256754

ปรับบทตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

ข้อเท็จจริงโดยสรุป
จำเลยถูกฟ้องฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และเคยต้องโทษจำคุกพ้นโทษเมื่อปี 2560 โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษและรอการลงโทษ
คำวินิจฉัยของศาล สรุปโดยสำนักงาน
จำเลยเข้าเงื่อนไขเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และไม่อยู่ในเกณฑ์รอการลงโทษตามมาตรา 56 เพราะเคยรับโทษจำคุกเกินหกเดือน แต่เมื่อความผิดฐานเสพเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย ความผิดครั้งก่อนเกิดเมื่อกว่าแปดปีมาแล้ว และการจำคุกระยะสั้นไม่น่าเป็นผลดี ศาลนำเงื่อนไขคุมความประพฤติตามมาตรา 56 มาใช้แทนการลงโทษจำคุกตามมาตรา 166 ของประมวลกฎหมายยาเสพติด
ข้อความจากคำพิพากษาฉบับย่อ
“คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย”
ความเห็นของสำนักงาน ข้อจำกัดในการนำไปใช้
มาตรา 166 ใช้เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้นั้นมีคดีอื่นที่มีโทษจำคุกค้างอยู่หรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุก ตามเงื่อนไขในมาตรานั้น
บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 16655 · ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 16256

เชิงอรรถและแหล่งที่มา

  1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  2. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา ๒๑ บัญญัติว่า “ให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และเพื่อขายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ยังคงมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แล้วแต่กรณี จนกว่าคดีถึงที่สุด คดีซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นอยู่ในวันก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงขอสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายหรือเพื่อขายหรือไม่ แล้วแต่กรณี ก็ให้ศาลสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ราชกิจจานุเบกษา (สำเนาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.). ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  3. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ บัญญัติว่า “ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๙๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท (๑) การกระทำเพื่อการค้า (๒) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน (๓) การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี (๔) การจำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ (๕) การกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (๖) การกระทำโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต (๑) การกระทำโดยหัวหน้า ผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม (๒) การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ บัญญัติว่า “ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดเว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ในการที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่นี้ ถ้าปรากฏว่า ผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาบ้างแล้ว เมื่อได้คำนึงถึงโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง หากเห็นเป็นการสมควร ศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดไว้ถ้าหากมีก็ได้ หรือถ้าเห็นว่าโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับมาแล้วเป็นการเพียงพอ ศาลจะปล่อยผู้กระทำความผิดไปก็ได้ (๒) ถ้าศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้กระทำความผิดและตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไม่ถึงประหารชีวิต ให้งดการประหารชีวิตผู้กระทำความผิด และให้ถือว่าโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2566 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  6. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  7. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2566 (ประชุมใหญ่).ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  8. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  9. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  10. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  11. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  12. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  13. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  14. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดอยู่ในตัว”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  15. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  16. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  17. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  18. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  19. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  20. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๒ บัญญัติว่า “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตามประมวลกฎหมายนี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งของผู้ใดเมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย ศาลจะลงโทษจำคุกหรือปรับน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  21. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  22. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ บัญญัติว่า “เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ โดยทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้ว ให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหา และรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น (๒) ในกรณีที่ราษฎรเป็นผู้จับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวบันทึกชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของผู้จับ อีกทั้งข้อความและพฤติการณ์แห่งการจับนั้นไว้ และให้ผู้จับลงลายมือชื่อกำกับไว้เป็นสำคัญเพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบและแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗/๑ รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ในโอกาสแรกเมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้ง ก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ถูกจับ ในกรณีที่จำเป็น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับจะจัดการพยาบาลผู้ถูกจับเสียก่อนนำตัวไปส่งตามมาตรานี้ก็ได้ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๘๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  23. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๓ บัญญัติว่า “บทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาใดซึ่งพระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หรือกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙ ก หน้า ๔๕ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๘๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  24. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4316/2560. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จึงเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้น”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  25. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 23
  26. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2306/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเพียงแต่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารตามคำสั่งของพวกเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติด แต่ก็มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  27. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๗ บัญญัติว่า “ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท ถ้าได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ในกรณีที่การกระทำตามวรรคหนึ่งมีลักษณะเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ คำว่า “องค์กรอาชญากรรม” หมายความว่า คณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปที่รวมตัวกันช่วงระยะเวลาหนึ่งและร่วมกันกระทำการใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่น”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  28. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๙ บัญญัติว่า “ผู้ใดยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อ เอกสาร หลักฐานของตน ในการเปิด จด หรือลงทะเบียนทำธุรกรรมทางการเงิน ซื้อสินค้าหรือบริการอื่นใด ยอมให้ใช้บัญชีธนาคาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ หรือยอมให้ผู้อื่นใช้สิ่งเช่นว่านั้น ซึ่งตนได้เปิด จด หรือลงทะเบียนไว้แล้ว โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  29. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  30. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  31. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2568 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  32. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๕ บัญญัติว่า “ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น (๑) สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด (๒) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ (๓) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการถูกจับกุม (๔) รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำความผิดเพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ (๕) ปกปิด ซ่อนเร้น หรือเอาไปเสียซึ่งยาเสพติดหรือวัตถุใด ๆ ที่ใช้ในการกระทำความผิดเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด (๖) ชี้แนะหรือติดต่อบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนักหรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  33. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๙ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 28
  34. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  35. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ลักษณะการตกลงกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  36. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๖ บัญญัติว่า “ผู้ใดพยายามกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  37. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๗ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 27
  38. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา ๒๑ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 2
  39. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  40. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  41. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ บัญญัติว่า “ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม หรือพนักงานสอบสวนในคดีนั้น เมื่อพนักงานอัยการระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ กรณีที่ผู้กระทำความผิดได้เคยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามวรรคหนึ่ง ถ้าพนักงานอัยการไม่ระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล ผู้กระทำความผิดนั้นอาจยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  42. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๖ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 36
  43. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  44. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  45. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 41
  46. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  47. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  48. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๒ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 20
  49. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  50. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5547/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ไม่มีผลย้อนหลังทำให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมกลายเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายใหม่ไปได้”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  51. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๐๗ บัญญัติว่า “ห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ในปริมาณเล็กน้อยซึ่งไม่เกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในกฎกระทรวง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  52. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  53. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  54. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1855/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  55. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๖ บัญญัติว่า “ในการพิจารณาพิพากษาผู้กระทำความผิดตามลักษณะนี้ ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้ศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา หรือนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติข้อเดียวหรือหลายข้อตามมาตรา ๕๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาใช้แทนการลงโทษ ทั้งนี้ ตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าสองปี หากเหตุที่ให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยหรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  56. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๒ บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ และมิใช่กรณีตามมาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569

ปรึกษาเรื่องคดียาเสพติดกับสำนักงาน

กรณีมีผู้ถูกจับ ขอให้แจ้งชื่อผู้ถูกจับ สถานีตำรวจหรือสถานที่ที่ถูกควบคุม เวลาที่ถูกจับ และข้อหาที่ได้รับแจ้ง กรณีคดีอยู่ในศาลหรือมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้แจ้งชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัดถัดไป ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ และสำนักงานจะตรวจผลประโยชน์ขัดกันก่อนขอรับเอกสารในคดี

ช่องทางติดต่อสำนักงาน

โทรศัพท์
081 654 5922
LINE
@507btqsu
WhatsApp
+66 87 989 6536
อีเมล
contact@eksiamlegal.com
สำนักงาน
บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
300/90 ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
ค่าบริการปรึกษา
ปรึกษาหนึ่งเรื่อง 45 นาที 4,900 บาท ชำระก่อนเวลานัด งานอื่นแจ้งขอบเขตและค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน
คิวอาร์โค้ดสำหรับเพิ่มบัญชี LINE Official ของสำนักงาน
LINE Official Accountปรึกษาทาง LINE @507btqsu
เปิดในแอป LINE
คิวอาร์โค้ดสำหรับติดต่อสำนักงานทาง WhatsApp
WhatsAppสำหรับผู้ติดต่อจากต่างประเทศ
เปิดใน WhatsApp