ที่ปรึกษากฎหมายคดียาเสพติด ตั้งแต่ก่อนถูกจับจนพ้นโทษ · บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

ช่วงที่ 8 และ 9 ของเส้นทางคดี

หลังคำพิพากษาคดียาเสพติด: อุทธรณ์ การกำหนดโทษใหม่ และสิทธิระหว่างรับโทษ

คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของคดี การปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ การกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การลดวันต้องโทษ และการพักการลงโทษ ต่างมีเงื่อนไขและกำหนดเวลาของตนเอง

ปรับปรุงล่าสุด · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย

สาระสำคัญ

  • หลังศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา คำร้องขอปล่อยชั่วคราวยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีได้ แม้ยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา1
  • จำเลยที่ไม่อุทธรณ์อาจเสียสิทธิยกเหตุบางประการในชั้นฎีกา2
  • ผู้ที่คดีถึงที่สุดตามกฎหมายเดิมขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้ เมื่อโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายที่บัญญัติภายหลัง3
  • นักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดีอาจได้ลดวันต้องโทษไม่เกินเดือนละห้าวัน และอาจได้รับการพักการลงโทษ เมื่อรับโทษมาแล้วตามเกณฑ์เวลา4
  • ผู้ต้องคำพิพากษาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษได้เมื่อคดีถึงที่สุด5

การปล่อยชั่วคราวหลังฟังคำพิพากษา

เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว คำร้องขอปล่อยชั่วคราวยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดี แม้ยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ถ้าศาลชั้นต้นไม่สั่งอนุญาต ต้องส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง และเมื่อส่งสำนวนไปแล้ว จะยื่นต่อศาลชั้นต้นหรือศาลสูงก็ได้6

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาและเหตุที่สั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้เป็นไปตามมาตรา 108 และมาตรา 108/1 เช่นเดียวกับชั้นก่อน78

อุทธรณ์และฎีกา

การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นช่องทางหลักในการโต้แย้งทั้งการรับฟังพยานหลักฐาน การปรับบท และการกำหนดโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในสองคดีว่าการไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์มีผลต่อสิทธิในภายหลัง

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/25699

เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยืนความผิดและโทษ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำตามมาตรา 152 วรรคสอง ส่วนการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) เป็นเหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม ศาลฟังว่าการพยายามส่งออกยาเสพติดจำนวนมากเข้าเหตุนี้ แม้จุดหมายปลายทางเป็นต่างประเทศ โดยคำนึงถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

“จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก”

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/256910

เมื่อศาลชั้นต้นใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณในการพิพากษาแล้ว จำเลยขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ไม่ได้ หากเห็นว่าโทษหนักเกินไปต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามขั้นตอน และการขอเช่นนี้มีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190

“จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว”

ความเห็นของสำนักงาน

กำหนดเวลายื่นอุทธรณ์และฎีกาเริ่มนับจากการอ่านคำพิพากษา ครอบครัวควรขอสำเนาคำพิพากษาและตรวจวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ตั้งแต่วันฟังคำพิพากษา แล้วตัดสินใจเรื่องอุทธรณ์ก่อนวันนั้น

การกำหนดโทษใหม่หลังคดีถึงที่สุด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ให้ใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด และในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายที่บัญญัติภายหลัง ให้ศาลกำหนดโทษใหม่เมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือพนักงานอัยการร้องขอ ถ้าผู้นั้นได้รับโทษมาบ้างแล้ว ศาลกำหนดโทษต่ำกว่าขั้นต่ำของกฎหมายใหม่ได้ หรือปล่อยตัวไปได้เมื่อเห็นว่าโทษที่ได้รับมาเพียงพอแล้ว11

มาตรา 3 (2) กำหนดว่า ถ้าศาลพิพากษาประหารชีวิตและโทษตามกฎหมายภายหลังไม่ถึงประหารชีวิต ให้งดการประหารชีวิต และถือว่าโทษได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายภายหลัง

เงื่อนไขว่าโทษตามคำพิพากษาต้องหนักกว่า

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2566 (ประชุมใหญ่)12

กฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติความผิดหรือบัญญัติโทษ ศาลกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 (1) ได้เฉพาะเมื่อโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ คดีนี้โทษที่ลงไว้ในทั้งสองฐานไม่หนักกว่า จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ส่วนการเพิ่มโทษ แม้มาตรา 97 ของกฎหมายเดิมถูกยกเลิกและประมวลกฎหมายใหม่ไม่มีบทเพิ่มโทษ ศาลยังเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้ เมื่อโจทก์ได้ขอให้เพิ่มโทษไว้แล้ว

“หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด”

การกระทำที่กฎหมายใหม่ถือเป็นกรรมเดียว

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2566 (ประชุมใหญ่)13

นิยามคำว่า จำหน่าย ในมาตรา 1 ของประมวลกฎหมายยาเสพติดรวมการมีไว้เพื่อจำหน่าย ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานพยายามจำหน่ายจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่าการลงโทษตามกฎหมายใหม่ซึ่งในคดีนี้คือมาตรา 145 วรรคสอง (1) เพียงกรรมเดียว และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนการเพิ่มโทษ ศาลเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567 (ประชุมใหญ่)14

แม้เป็นการขายให้สายลับผู้ล่อซื้อ เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นแสดงว่าจำเลยจำหน่ายเป็นปกติ ยังไม่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำจึงเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง โทษที่ลงไว้ในแต่ละฐานไม่หนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ แต่การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียว การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่า และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ในส่วนนั้น

“เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า”

การเลือกใช้กฎหมายที่เป็นคุณเป็นรายประเด็น

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566 (ประชุมใหญ่)15

การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการพยายามจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียวตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ฟังว่าการกระทำเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ถึงวรรคสาม (2) ส่วนการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญ มาตรา 153 กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานอัยการระบุหรือผู้กระทำความผิดยื่นคำร้อง จึงไม่เป็นคุณกว่ามาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนนี้

“กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก”

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/256916

บทบัญญัติเรื่องการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญเป็นกฎหมายเกี่ยวกับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และมาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ศาลต้องนำมาใช้ด้วย การไม่กำหนดโทษตามมาตรา 100/2 จึงหนักกว่าโทษตามกฎหมายภายหลัง

“จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย”

กรณีที่ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/256917

เมื่อศาลชั้นต้นใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณในการพิพากษาแล้ว จำเลยขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ไม่ได้ หากเห็นว่าโทษหนักเกินไปต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามขั้นตอน และการขอเช่นนี้มีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190

“จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว”

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/256718

คำขอตามมาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

“การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)”

ความเห็นของสำนักงาน

คำร้องขอกำหนดโทษใหม่ต้องเริ่มจากการเปรียบเทียบโทษที่ศาลลงไว้จริงในแต่ละกระทงกับอัตราโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และตรวจว่าการกระทำที่กฎหมายเดิมแยกเป็นหลายกรรมยังเป็นหลายกรรมตามกฎหมายใหม่หรือไม่ คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหลังประมวลกฎหมายใช้บังคับและใช้กฎหมายใหม่แล้ว ไม่อยู่ในช่องทางนี้

สิทธิประโยชน์ระหว่างรับโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์

นักโทษเด็ดขาดที่แสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 256019

ประโยชน์เงื่อนไขด้านเวลาตามมาตรา 52
ลดวันต้องโทษจำคุกไม่เกินเดือนละห้าวันรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษ แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เปลี่ยนเป็นโทษมีกำหนดเวลา
ลดวันต้องโทษเพิ่มตามจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะนอกเรือนจำตามมาตรา 52 (6) ประกอบมาตรา 49
พักการลงโทษรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษ แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เปลี่ยนเป็นโทษมีกำหนดเวลา
ออกไปฝึกวิชาชีพหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษ และเหลือโทษไม่เกินสามปีหกเดือน
ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่งเมื่อมีความจำเป็นเกี่ยวด้วยกิจธุระสำคัญหรือกิจการในครอบครัว ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์

การดำเนินการตามมาตรา 52 (2) (3) (5) (6) (7) และ (8) ซึ่งรวมถึงการลดวันต้องโทษและการพักการลงโทษ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง และต้องนำพฤติการณ์การกระทำความผิด ลักษณะความผิด ความรุนแรงของคดี และการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนตามมาตรา 40 มาประกอบการพิจารณา

ความเห็นของสำนักงาน

มาตรา 52 ใช้ถ้อยคำว่า อาจได้รับประโยชน์ การได้รับประโยชน์แต่ละอย่างจึงขึ้นกับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการและหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงที่ใช้บังคับในขณะนั้น ครอบครัวควรติดตามชั้นของผู้ต้องขังและวันที่เข้าเกณฑ์เวลาแต่ละข้อ

การขอพระราชทานอภัยโทษ

ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้20 ผู้ที่ต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำยื่นต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำได้ ซึ่งต้องออกใบรับและส่งเรื่องราวไปยังรัฐมนตรีโดยเร็ว21

นอกจากการขอเป็นรายบุคคล ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร อาจถวายคำแนะนำขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษ ซึ่งต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา22

ความเห็นของสำนักงาน

พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละฉบับกำหนดประเภทความผิดและเงื่อนไขของตนเอง ผลต่อผู้ต้องโทษคดียาเสพติดจึงต้องตรวจจากพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ใช้บังคับในขณะนั้นเป็นรายคดี

คำถามที่พบบ่อย

ศาลตัดสินแล้วยังประกันตัวได้หรือไม่

ได้ คำร้องขอปล่อยชั่วคราวยื่นได้หลังศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา แม้ยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 (4) และ (5) ศาลพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 108 และ 108/1

ศาลตัดสินคดียาเสพติดไปแล้ว ขอลดโทษได้หรือไม่

ถ้าคดีถึงที่สุดตามกฎหมายเดิมและโทษที่ศาลลงไว้หนักกว่าโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แต่ถ้าศาลชั้นต้นใช้กฎหมายใหม่แล้ว ช่องทางนี้ใช้ไม่ได้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569

พักการลงโทษกับลดวันต้องโทษต่างกันอย่างไร

ลดวันต้องโทษคือการหักวันต้องโทษไม่เกินเดือนละห้าวัน ส่วนพักการลงโทษคือการให้ออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนดโทษโดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเท่ากับโทษที่เหลือ ทั้งสองอย่างมีเกณฑ์เวลาขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ มาตรา 52

เชิงอรรถและแหล่งที่มา

  1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๖ บัญญัติว่า “คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันหรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน ไม่ว่าผู้นั้นต้องควบคุมหรือขังตามหมายศาล ย่อมยื่นได้โดยผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องดังนี้ (๑) เมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่และยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ให้ยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี (๒) เมื่อผู้ต้องหาต้องขังตามหมายศาลและยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลให้ยื่นต่อศาลนั้น (๓) เมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องแล้ว ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีนั้น (๔) เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว แม้ยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา หรือมีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีนั้น ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว ให้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตมิฉะนั้นให้รีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเพื่อสั่ง แล้วแต่กรณี (๕) เมื่อศาลส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้ว จะยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีนั้น หรือจะยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณีก็ได้ ในกรณีที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเพื่อสั่ง แล้วแต่กรณี”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๐๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๑๐๖ (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๒๕ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ บัญญัติว่า “ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดเว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ในการที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่นี้ ถ้าปรากฏว่า ผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาบ้างแล้ว เมื่อได้คำนึงถึงโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง หากเห็นเป็นการสมควร ศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดไว้ถ้าหากมีก็ได้ หรือถ้าเห็นว่าโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับมาแล้วเป็นการเพียงพอ ศาลจะปล่อยผู้กระทำความผิดไปก็ได้ (๒) ถ้าศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้กระทำความผิดและตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไม่ถึงประหารชีวิต ให้งดการประหารชีวิตผู้กระทำความผิด และให้ถือว่าโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  4. พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา ๕๒ บัญญัติว่า “นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) ได้รับความสะดวกในเรือนจำตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ (๒) เลื่อนชั้น (๓) ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ (๔) ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง โดยไม่นับรวมเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางเข้าด้วย เมื่อมีความจำเป็นเห็นประจักษ์เกี่ยวด้วยกิจธุระสำคัญหรือกิจการในครอบครัว แต่ห้ามมิให้ออกไปนอกราชอาณาจักรและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมราชทัณฑ์ ระยะเวลาที่อนุญาตให้ลานี้ มิให้หักออกจากการคำนวณกำหนดโทษ ถ้านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ลาออกไปไม่กลับเข้าเรือนจำภายในเวลาที่กำหนดเกินกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นหลบหนีที่คุมขังตามประมวลกฎหมายอาญา (๕) ลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกินห้าวัน แต่การลดวันต้องโทษจำคุกจะพึงกระทำได้ต่อเมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลา ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุก (๖) ลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะหรือทำงานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจำตามมาตรา ๔๙ และอาจได้รับเงินรางวัลด้วยก็ได้ (๗) พักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลา และกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้กำหนดเท่ากับกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่ ทั้งนี้ ในการคำนวณระยะเวลาการพักการลงโทษ ถ้ามีวันลดวันต้องโทษจำคุกตาม (๖) ให้นำมารวมกับระยะเวลาในการพักการลงโทษด้วยโดยในการพักการลงโทษ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ (๘) ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำโดยมีหรือไม่มีผู้ควบคุมก็ได้ แต่การอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำจะพึงกระทำได้ต่อเมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในขณะนั้น และเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปีหกเดือน ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงประโยชน์ในการศึกษาอบรมและแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยของนักโทษเด็ดขาด และความปลอดภัยของสังคมประกอบกัน แต่ถ้านักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำโดยไม่มีผู้ควบคุมไม่กลับเข้าเรือนจำภายในเวลาที่กำหนดเกินกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นหลบหนีที่คุมขังตามประมวลกฎหมายอาญา การดำเนินการตาม (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ และต้องนำพฤติการณ์การกระทำความผิด ลักษณะความผิด และความรุนแรงของคดี รวมตลอดทั้งการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้วตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๐ มาประกอบการพิจารณาด้วย”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๒๑ ก หน้า ๑ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๙ บัญญัติว่า “ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใด ๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษจะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  6. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๖ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 1
  7. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๘ บัญญัติว่า “ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบ (๑) ความหนักเบาแห่งข้อหา (๒) พยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วมีเพียงใด (๓) พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร (๔) เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด (๕) ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่ (๖) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่ (๗) ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับประกอบการวินิจฉัยได้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจสั่งให้ปล่อยชั่วคราวหรือศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริง รายงานหรือความเห็นของเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการนั้นเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องด้วยก็ได้ ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจสั่งให้ปล่อยชั่วคราวหรือศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่หรือเงื่อนไขอื่นใดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติ หรือในกรณีที่ผู้นั้นยินยอมจะสั่งให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยชั่วคราวก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ถูกปล่อยชั่วคราวมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ แม้ผู้นั้นยินยอม จะสั่งให้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวได้ต่อเมื่อผู้นั้นมีพฤติการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง หรือมีเหตุสมควรประการอื่น”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ และวรรคสามแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๕๘ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  8. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๐๘/๑ บัญญัติว่า “การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี (๒) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน (๓) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น (๔) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ (๕) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล คำสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวต้องแสดงเหตุผล และต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยและผู้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. มาตรา ๑๐๘/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  9. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569 อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 2
  10. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  11. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  12. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2566 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  13. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2566 (ประชุมใหญ่).ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  14. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  15. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  16. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  17. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569 อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 10
  18. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  19. พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา ๕๒ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  20. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๕๙ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 5
  21. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๖๐ บัญญัติว่า “ผู้ถวายเรื่องราวซึ่งต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำ จะยื่นเรื่องราวต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำก็ได้ เมื่อได้รับเรื่องราวนั้นแล้ว ให้พัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นเรื่องราว แล้วให้รีบส่งเรื่องราวนั้นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  22. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๖๑ ทวิ บัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษก็ได้ การพระราชทานอภัยโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569

ปรึกษาเรื่องคดียาเสพติดกับสำนักงาน

กรณีมีผู้ถูกจับ ขอให้แจ้งชื่อผู้ถูกจับ สถานีตำรวจหรือสถานที่ที่ถูกควบคุม เวลาที่ถูกจับ และข้อหาที่ได้รับแจ้ง กรณีคดีอยู่ในศาลหรือมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้แจ้งชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัดถัดไป ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ และสำนักงานจะตรวจผลประโยชน์ขัดกันก่อนขอรับเอกสารในคดี

ช่องทางติดต่อสำนักงาน

โทรศัพท์
081 654 5922
LINE
@507btqsu
WhatsApp
+66 87 989 6536
อีเมล
contact@eksiamlegal.com
สำนักงาน
บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
300/90 ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
ค่าบริการปรึกษา
ปรึกษาหนึ่งเรื่อง 45 นาที 4,900 บาท ชำระก่อนเวลานัด งานอื่นแจ้งขอบเขตและค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน
คิวอาร์โค้ดสำหรับเพิ่มบัญชี LINE Official ของสำนักงาน
LINE Official Accountปรึกษาทาง LINE @507btqsu
เปิดในแอป LINE
คิวอาร์โค้ดสำหรับติดต่อสำนักงานทาง WhatsApp
WhatsAppสำหรับผู้ติดต่อจากต่างประเทศ
เปิดใน WhatsApp