ปรับปรุงล่าสุด · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย
สาระสำคัญ
- หลังศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา คำร้องขอปล่อยชั่วคราวยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดีได้ แม้ยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา1
- จำเลยที่ไม่อุทธรณ์อาจเสียสิทธิยกเหตุบางประการในชั้นฎีกา2
- ผู้ที่คดีถึงที่สุดตามกฎหมายเดิมขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้ เมื่อโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายที่บัญญัติภายหลัง3
- นักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดีอาจได้ลดวันต้องโทษไม่เกินเดือนละห้าวัน และอาจได้รับการพักการลงโทษ เมื่อรับโทษมาแล้วตามเกณฑ์เวลา4
- ผู้ต้องคำพิพากษาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษได้เมื่อคดีถึงที่สุด5
การปล่อยชั่วคราวหลังฟังคำพิพากษา
เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว คำร้องขอปล่อยชั่วคราวยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดี แม้ยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ถ้าศาลชั้นต้นไม่สั่งอนุญาต ต้องส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง และเมื่อส่งสำนวนไปแล้ว จะยื่นต่อศาลชั้นต้นหรือศาลสูงก็ได้6
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาและเหตุที่สั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้เป็นไปตามมาตรา 108 และมาตรา 108/1 เช่นเดียวกับชั้นก่อน78
อุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นช่องทางหลักในการโต้แย้งทั้งการรับฟังพยานหลักฐาน การปรับบท และการกำหนดโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในสองคดีว่าการไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์มีผลต่อสิทธิในภายหลัง
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/25699
เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยืนความผิดและโทษ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำตามมาตรา 152 วรรคสอง ส่วนการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) เป็นเหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม ศาลฟังว่าการพยายามส่งออกยาเสพติดจำนวนมากเข้าเหตุนี้ แม้จุดหมายปลายทางเป็นต่างประเทศ โดยคำนึงถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ
“จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก”
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/256910
เมื่อศาลชั้นต้นใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณในการพิพากษาแล้ว จำเลยขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ไม่ได้ หากเห็นว่าโทษหนักเกินไปต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามขั้นตอน และการขอเช่นนี้มีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190
“จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว”
ความเห็นของสำนักงาน
กำหนดเวลายื่นอุทธรณ์และฎีกาเริ่มนับจากการอ่านคำพิพากษา ครอบครัวควรขอสำเนาคำพิพากษาและตรวจวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ตั้งแต่วันฟังคำพิพากษา แล้วตัดสินใจเรื่องอุทธรณ์ก่อนวันนั้น
การกำหนดโทษใหม่หลังคดีถึงที่สุด
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ให้ใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด และในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายที่บัญญัติภายหลัง ให้ศาลกำหนดโทษใหม่เมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือพนักงานอัยการร้องขอ ถ้าผู้นั้นได้รับโทษมาบ้างแล้ว ศาลกำหนดโทษต่ำกว่าขั้นต่ำของกฎหมายใหม่ได้ หรือปล่อยตัวไปได้เมื่อเห็นว่าโทษที่ได้รับมาเพียงพอแล้ว11
มาตรา 3 (2) กำหนดว่า ถ้าศาลพิพากษาประหารชีวิตและโทษตามกฎหมายภายหลังไม่ถึงประหารชีวิต ให้งดการประหารชีวิต และถือว่าโทษได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายภายหลัง
เงื่อนไขว่าโทษตามคำพิพากษาต้องหนักกว่า
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2566 (ประชุมใหญ่)12
กฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติความผิดหรือบัญญัติโทษ ศาลกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 (1) ได้เฉพาะเมื่อโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ คดีนี้โทษที่ลงไว้ในทั้งสองฐานไม่หนักกว่า จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ส่วนการเพิ่มโทษ แม้มาตรา 97 ของกฎหมายเดิมถูกยกเลิกและประมวลกฎหมายใหม่ไม่มีบทเพิ่มโทษ ศาลยังเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้ เมื่อโจทก์ได้ขอให้เพิ่มโทษไว้แล้ว
“หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด”
การกระทำที่กฎหมายใหม่ถือเป็นกรรมเดียว
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2566 (ประชุมใหญ่)13
นิยามคำว่า จำหน่าย ในมาตรา 1 ของประมวลกฎหมายยาเสพติดรวมการมีไว้เพื่อจำหน่าย ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานพยายามจำหน่ายจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่าการลงโทษตามกฎหมายใหม่ซึ่งในคดีนี้คือมาตรา 145 วรรคสอง (1) เพียงกรรมเดียว และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนการเพิ่มโทษ ศาลเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567 (ประชุมใหญ่)14
แม้เป็นการขายให้สายลับผู้ล่อซื้อ เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นแสดงว่าจำเลยจำหน่ายเป็นปกติ ยังไม่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำจึงเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง โทษที่ลงไว้ในแต่ละฐานไม่หนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ แต่การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียว การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่า และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ในส่วนนั้น
“เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า”
การเลือกใช้กฎหมายที่เป็นคุณเป็นรายประเด็น
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566 (ประชุมใหญ่)15
การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการพยายามจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียวตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ฟังว่าการกระทำเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ถึงวรรคสาม (2) ส่วนการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญ มาตรา 153 กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานอัยการระบุหรือผู้กระทำความผิดยื่นคำร้อง จึงไม่เป็นคุณกว่ามาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิม ต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนนี้
“กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก”
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/256916
บทบัญญัติเรื่องการลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำเพราะให้ข้อมูลที่สำคัญเป็นกฎหมายเกี่ยวกับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และมาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ศาลต้องนำมาใช้ด้วย การไม่กำหนดโทษตามมาตรา 100/2 จึงหนักกว่าโทษตามกฎหมายภายหลัง
“จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย”
กรณีที่ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/256917
เมื่อศาลชั้นต้นใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณในการพิพากษาแล้ว จำเลยขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ไม่ได้ หากเห็นว่าโทษหนักเกินไปต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามขั้นตอน และการขอเช่นนี้มีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190
“จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว”
คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/256718
คำขอตามมาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
“การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)”
ความเห็นของสำนักงาน
คำร้องขอกำหนดโทษใหม่ต้องเริ่มจากการเปรียบเทียบโทษที่ศาลลงไว้จริงในแต่ละกระทงกับอัตราโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และตรวจว่าการกระทำที่กฎหมายเดิมแยกเป็นหลายกรรมยังเป็นหลายกรรมตามกฎหมายใหม่หรือไม่ คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหลังประมวลกฎหมายใช้บังคับและใช้กฎหมายใหม่แล้ว ไม่อยู่ในช่องทางนี้
สิทธิประโยชน์ระหว่างรับโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์
นักโทษเด็ดขาดที่แสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 256019
| ประโยชน์ | เงื่อนไขด้านเวลาตามมาตรา 52 |
|---|---|
| ลดวันต้องโทษจำคุกไม่เกินเดือนละห้าวัน | รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษ แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เปลี่ยนเป็นโทษมีกำหนดเวลา |
| ลดวันต้องโทษเพิ่มตามจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ | ตามมาตรา 52 (6) ประกอบมาตรา 49 |
| พักการลงโทษ | รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษ แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เปลี่ยนเป็นโทษมีกำหนดเวลา |
| ออกไปฝึกวิชาชีพหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจำ | รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษ และเหลือโทษไม่เกินสามปีหกเดือน |
| ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง | เมื่อมีความจำเป็นเกี่ยวด้วยกิจธุระสำคัญหรือกิจการในครอบครัว ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ |
การดำเนินการตามมาตรา 52 (2) (3) (5) (6) (7) และ (8) ซึ่งรวมถึงการลดวันต้องโทษและการพักการลงโทษ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง และต้องนำพฤติการณ์การกระทำความผิด ลักษณะความผิด ความรุนแรงของคดี และการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนตามมาตรา 40 มาประกอบการพิจารณา
ความเห็นของสำนักงาน
มาตรา 52 ใช้ถ้อยคำว่า อาจได้รับประโยชน์ การได้รับประโยชน์แต่ละอย่างจึงขึ้นกับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการและหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงที่ใช้บังคับในขณะนั้น ครอบครัวควรติดตามชั้นของผู้ต้องขังและวันที่เข้าเกณฑ์เวลาแต่ละข้อ
การขอพระราชทานอภัยโทษ
ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้20 ผู้ที่ต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำยื่นต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำได้ ซึ่งต้องออกใบรับและส่งเรื่องราวไปยังรัฐมนตรีโดยเร็ว21
นอกจากการขอเป็นรายบุคคล ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร อาจถวายคำแนะนำขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษ ซึ่งต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา22
ความเห็นของสำนักงาน
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละฉบับกำหนดประเภทความผิดและเงื่อนไขของตนเอง ผลต่อผู้ต้องโทษคดียาเสพติดจึงต้องตรวจจากพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ใช้บังคับในขณะนั้นเป็นรายคดี
คำถามที่พบบ่อย
ศาลตัดสินแล้วยังประกันตัวได้หรือไม่
ได้ คำร้องขอปล่อยชั่วคราวยื่นได้หลังศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา แม้ยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 (4) และ (5) ศาลพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 108 และ 108/1
ศาลตัดสินคดียาเสพติดไปแล้ว ขอลดโทษได้หรือไม่
ถ้าคดีถึงที่สุดตามกฎหมายเดิมและโทษที่ศาลลงไว้หนักกว่าโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แต่ถ้าศาลชั้นต้นใช้กฎหมายใหม่แล้ว ช่องทางนี้ใช้ไม่ได้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569
พักการลงโทษกับลดวันต้องโทษต่างกันอย่างไร
ลดวันต้องโทษคือการหักวันต้องโทษไม่เกินเดือนละห้าวัน ส่วนพักการลงโทษคือการให้ออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนดโทษโดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเท่ากับโทษที่เหลือ ทั้งสองอย่างมีเกณฑ์เวลาขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ มาตรา 52