ที่ปรึกษากฎหมายคดียาเสพติด ตั้งแต่ก่อนถูกจับจนพ้นโทษ · บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

ฐานความผิดและอัตราโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

ฐานความผิดที่ถูกแจ้งเป็นตัวกำหนดอัตราโทษ ระยะเวลาฝากขัง และโอกาสในการปล่อยชั่วคราว หน้านี้เรียงตัวบทของประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ใช้บ่อยในคดี พร้อมคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักการตีความ

ปรับปรุงล่าสุด · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย

สาระสำคัญ

  • ประมวลกฎหมายยาเสพติดนิยามคำว่า จำหน่าย ให้รวมถึงการมีไว้เพื่อจำหน่าย1
  • ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามมาตรา 145 แบ่งอัตราโทษเป็นสามระดับตามพฤติการณ์ของการกระทำ โดยตัวบทไม่ได้กำหนดเกณฑ์ปริมาณ2
  • ศาลฎีกาในที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า เหตุเพิ่มโทษตามมาตรา 145 วรรคสองและวรรคสาม ถือพฤติการณ์และบทบาทของผู้กระทำเป็นสำคัญ3
  • การมีไว้ในครอบครองในปริมาณเล็กน้อยไม่เกินที่กฎกระทรวงกำหนด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้เพื่อเสพ4
  • ความผิดร้ายแรงที่มีโทษจำคุกและปรับ ศาลต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ แต่ลงโทษต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำได้เมื่อมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย5

ประเภทของยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์

ประมวลกฎหมายยาเสพติดแบ่งยาเสพติดให้โทษเป็นห้าประเภท และแบ่งวัตถุออกฤทธิ์เป็นสี่ประเภท การระบุชื่อสารว่าอยู่ในประเภทใดเป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข67

ประเภทของสารเป็นตัวกำหนดว่าจะใช้บทกำหนดโทษมาตราใด ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อยู่ในบังคับของมาตรา 90 และมาตรา 1458 คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างในเว็บไซต์นี้ปรับบทความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 90 และมาตรา 1459

ความหมายของจำหน่าย เสพ และความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด

คำว่า จำหน่าย ครอบคลุมการขาย แลกเปลี่ยน จ่าย แจก หรือให้โดยมีสิ่งตอบแทน และรวมถึงการมีไว้เพื่อจำหน่าย10 คำว่า เสพ หมายถึงการรับยาเสพติดเข้าสู่ร่างกายโดยรู้อยู่ว่าเป็นยาเสพติด11 และความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด หมายถึงความผิดเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ รวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าว12

ผลของนิยามคำว่า จำหน่าย ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการกำหนดโทษใหม่ ซึ่งวินิจฉัยว่าการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับการพยายามจำหน่ายเป็นความผิดอย่างเดียวกันตามกฎหมายใหม่

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2566 (ประชุมใหญ่)13

นิยามคำว่า จำหน่าย ในมาตรา 1 ของประมวลกฎหมายยาเสพติดรวมการมีไว้เพื่อจำหน่าย ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานพยายามจำหน่ายจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่าการลงโทษตามกฎหมายใหม่ซึ่งในคดีนี้คือมาตรา 145 วรรคสอง (1) เพียงกรรมเดียว และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนการเพิ่มโทษ ศาลเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้

ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามมาตรา 145

ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยฝ่าฝืนมาตรา 90 ต้องระวางโทษตามมาตรา 145 ซึ่งแบ่งเป็นสามระดับ14

ระดับพฤติการณ์อัตราโทษ
วรรคหนึ่งผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท
วรรคสอง(๑) เพื่อการค้า (๒) ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน (๓) จำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี (๔) จำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ (๕) ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ (๖) มีอาวุธหรือใช้อาวุธจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท
วรรคสาม(๑) กระทำโดยหัวหน้า ผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม (๒) ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต

พฤติการณ์และบทบาท ไม่ใช่ปริมาณ

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565 (ประชุมใหญ่)15

ข้อสันนิษฐานเพื่อจำหน่ายตามปริมาณของกฎหมายเดิมยังใช้กับคดีนี้ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด แต่มาตรา 145 ของประมวลกฎหมายใหม่ลงโทษหนักขึ้นโดยถือพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่เป็นสำคัญ ไม่ได้ถือปริมาณดังกฎหมายเดิม แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้พฤติการณ์ได้ ถ้าผู้กระทำไม่มีพฤติการณ์หรือบทบาทตามวรรคสองหรือวรรคสาม ศาลปรับบทได้เพียงวรรคหนึ่ง และการกำหนดโทษใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 คดีนี้ศาลฟังว่าเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จึงลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม

“ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ”

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/256716

แม้มาตรา 145 กำหนดโทษตามพฤติการณ์และบทบาทเป็นสำคัญ ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้พฤติการณ์และบทบาทอยู่ในตัว ศาลฎีกาเห็นว่าการปรับบทตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบแล้ว แต่เห็นว่าโทษประหารชีวิตที่ศาลอุทธรณ์วางไว้หนักเกินไป จึงแก้เป็นจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษ

“ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดอยู่ในตัว”

การกระทำเพื่อการค้า

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567 (ประชุมใหญ่)17

แม้เป็นการขายให้สายลับผู้ล่อซื้อ เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นแสดงว่าจำเลยจำหน่ายเป็นปกติ ยังไม่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำจึงเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง โทษที่ลงไว้ในแต่ละฐานไม่หนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ แต่การมีไว้เพื่อจำหน่ายกับการจำหน่ายเป็นความผิดฐานจำหน่ายเพียงกรรมเดียว การปรับบทเป็นหลายกรรมจึงหนักกว่า และอยู่ในหลักเกณฑ์กำหนดโทษใหม่ในส่วนนั้น

“เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า”

เหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรม

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/256918

ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ถือปริมาณเป็นเกณฑ์กำหนดโทษ แต่ปริมาณอาจบ่งชี้ความร้ายแรงและนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นได้ เหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) และวรรคสาม (2) เป็นเหตุฉกรรจ์เชิงนามธรรม ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติการณ์ความร้ายแรงของคดี ไม่จำต้องฟังเป็นยุติตามคำบรรยายฟ้องและคำรับสารภาพเสมอไป

“เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป”

ความเห็นของสำนักงาน

คำพิพากษาสามฉบับข้างต้นอ่านร่วมกันได้ว่า ปริมาณยาเสพติดเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์ได้ แต่การปรับบทตามวรรคสองหรือวรรคสามต้องมีพฤติการณ์ตามที่บัญญัติไว้ และคำบรรยายฟ้องหรือคำรับสารภาพไม่ผูกพันศาลเสมอไปในเหตุฉกรรจ์ที่เป็นนามธรรม การโต้แย้งเรื่องพฤติการณ์และบทบาทจึงเป็นประเด็นหลักในคดีที่ถูกฟ้องตามวรรคสองหรือวรรคสาม

การมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพและข้อสันนิษฐานตามปริมาณ

การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ในปริมาณเล็กน้อยไม่เกินที่กฎกระทรวงกำหนด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้เพื่อเสพ19 ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพมีโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ20

ปริมาณเล็กน้อยที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ (ถ้อยคำตามกฎกระทรวง)21
สารถ้อยคำในกฎกระทรวง
เมทแอมเฟตามีน(จ) เมทแอมเฟตามีน (methamphetamine หรือ metamfetamine) มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินยี่สิบมิลลิกรัม
แอมเฟตามีน(ก) แอมเฟตามีน (amphetamine หรือ amfetamine) มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม
เอ็มดีเอ็มเอ (MDMA)(ช) ๓,๔ - เมทิลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (3,4 - methylenedioxymethamphetamine หรือ methylenedioxymetamfetamine หรือ ecstasy หรือ MDMA) มีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม
เฮโรอีน(ค) เฮโรอีน (heroin หรือ diacetylmorphine) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสามร้อยมิลลิกรัม
โคคาอีน(ก) โคคาอีน (cocaine) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสองร้อยมิลลิกรัม
คีตามีน(ข) คีตามีน (ketamine) ในกรณีที่เป็นของเหลวมีปริมาตรสุทธิไม่เกินสิบมิลลิลิตร หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งหมื่นมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม

หน่วยการใช้ หมายถึง เม็ด ซอง ขวด หรือหน่วยอย่างอื่นที่ทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง ตามนิยามในกฎกระทรวงเดียวกัน

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5547/256722

ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมไม่ใช่ความผิดร้ายแรง จึงอยู่กลุ่มเดียวกับความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพตามมาตรา 107 และ 164 กฎหมายใหม่ไม่มีผลย้อนหลังทำให้เป็นความผิดร้ายแรง และปริมาณต้องด้วยข้อสันนิษฐานเพื่อเสพตามกฎกระทรวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ข้อ 2 (จ) ศาลจึงลงโทษตามมาตรา 107 วรรคสอง และมาตรา 164 ซึ่งเป็นคุณ

“ไม่มีผลย้อนหลังทำให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมกลายเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายใหม่ไปได้”

ความเห็นของสำนักงาน

สำนักงานตรวจคำว่า สันนิษฐาน ทั้งฉบับในฐานข้อมูลกฤษฎีกาเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 แล้ว ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้บัญญัติข้อสันนิษฐานว่าการมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณใดเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่าย ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 107 วรรคสองเป็นไปในทางเพื่อเสพ ส่วนข้อสันนิษฐานเพื่อจำหน่ายของกฎหมายเดิมยังใช้เฉพาะกับคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาก่อนประมวลกฎหมายใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 21 การมีปริมาณเกินเกณฑ์ในกฎกระทรวงจึงไม่ได้ทำให้เป็นความผิดฐานจำหน่ายโดยอัตโนมัติ แต่ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานเพื่อเสพ

23

ความผิดเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ตามมาตรา 149

ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์โดยฝ่าฝืนมาตรา 94 ต้องระวางโทษตามประเภทของวัตถุออกฤทธิ์ และถ้าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ที่กระทำโดยมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกับมาตรา 145 วรรคสอง โทษจะสูงขึ้น24

ประเภทวัตถุออกฤทธิ์อัตราโทษตามวรรคหนึ่ง
ประเภท ๑จำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท
ประเภท ๒จำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท
ประเภท ๓ หรือประเภท ๔จำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท
ประเภท ๑ หรือ ๒ ที่มีพฤติการณ์ตามวรรคสองจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท

ผู้สนับสนุน ผู้พยายาม ผู้สมคบ และผู้ให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร

ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือ ผู้จัดหาเงิน ทรัพย์สิน ยานพาหนะ หรือสถานที่ และผู้ชี้แนะหรือติดต่อบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ25 ผู้พยายามกระทำความผิดร้ายแรงต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ26

มาตรา 125 วรรคสอง ให้ศาลไม่ลงโทษหรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ เมื่อผู้ที่จัดหาเงิน ทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น ทำเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม

การสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรง มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินห้าแสนบาท และถ้ามีการกระทำความผิดเพราะการสมคบ ผู้สมคบต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น27 ส่วนผู้ยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือซิมการ์ด โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรง มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ28

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/256729

การตกลงซื้อขายในลักษณะนี้เป็นการสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามมาตรา 127 และเมื่อมีการพยายามกระทำความผิดเพราะการสมคบ จำเลยต้องรับโทษตามมาตรา 127 วรรคสอง และฐานพยายามจำหน่ายตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 126 ข้อสันนิษฐานเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายเดิมยังใช้กับคดีนี้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แต่พฤติการณ์ยังไม่เป็นการกระทำเพื่อการค้า และจำเลยไม่ต้องรับผิดในยาเสพติดส่วนอื่นของผู้ขายที่ไม่ได้รู้เห็น

“ลักษณะการตกลงกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว”

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2306/256730

การเปิดบัญชีในกรณีนี้เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำในการสมคบ ไม่ใช่เพียงความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีตามมาตรา 129 ซึ่งมีโทษเบากว่า การกระทำต้องด้วยมาตรา 145 วรรคสอง (2) แต่ยังไม่ถึงวรรคสาม (2) และยังไม่พอฟังว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า เมื่อโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ ศาลจึงกำหนดโทษใหม่

“แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเพียงแต่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารตามคำสั่งของพวกเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติด แต่ก็มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด”

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2568 (ประชุมใหญ่)31

มาตรา 129 ใช้เมื่อการกระทำยังไม่ถึงขั้นสนับสนุนหรือช่วยเหลือ ถ้าการเปิดบัญชีถึงขั้นสนับสนุนหรือช่วยเหลือ เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) และต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ การเลือกวรรคของมาตรา 145 สำหรับผู้สนับสนุนพิจารณาจากพฤติการณ์หรือบทบาทของตัวการ คดีนี้เป็นมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ใช่วรรคสาม (2)

“หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129”

ความเห็นของสำนักงาน

สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาเพราะบัญชีธนาคารหรือหมายเลขโทรศัพท์ของตนถูกใช้ในการค้ายาเสพติด คำพิพากษาสองฉบับหลังแสดงว่าผลของคดีต่างกันมากระหว่างมาตรา 129 กับการเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้สมคบ ข้อเท็จจริงเรื่องความรู้ของเจ้าของบัญชี ผลประโยชน์ที่ได้รับ และการมีส่วนร่วมในขั้นตอนอื่น จึงเป็นประเด็นที่ต้องเตรียมพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นสอบสวน

ความผิดฐานเสพยาเสพติด

ผู้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ โดยไม่เข้าข้อยกเว้นในมาตรา 104 และไม่ใช่กรณีตามมาตรา 113 หรือ 114 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ3233

ประมวลกฎหมายให้ความสำคัญกับการบำบัดรักษาผู้เสพมากกว่าการลงโทษ รายละเอียดอยู่ในหน้า ผู้เสพยาเสพติดและการบำบัดรักษา

หลักการกำหนดโทษในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด

ความผิดร้ายแรงที่มีโทษจำคุกและปรับ ศาลต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับเสมอ แต่ถ้าศาลพิเคราะห์ความร้ายแรงของการกระทำ ฐานะทางเศรษฐกิจ และพฤติการณ์แล้วเห็นว่ามีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย ศาลจะลงโทษจำคุกหรือปรับน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำก็ได้34

ผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนในคดีนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำก็ได้ เมื่อพนักงานอัยการระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล และถ้าพนักงานอัยการไม่ระบุ ผู้กระทำความผิดยื่นคำร้องเองได้35

คำวินิจฉัยของศาล · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/256736

คำขอตามมาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

“การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)”

การริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด

ยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ และเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผล หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่37

ความเห็นของสำนักงาน

การริบตามมาตรา 134 ขึ้นกับข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินนั้นใช้ในการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ เมื่อยานพาหนะที่ถูกยึดเป็นของบุคคลอื่นหรืออยู่ระหว่างผ่อนชำระ ควรตรวจสิทธิของเจ้าของและผู้มีส่วนได้เสียเป็นรายคดีโดยเร็ว

คดีที่เกิดก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ

พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ยกเลิกกฎหมายยาเสพติดเดิม 24 ฉบับ รวมถึงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 252238 เมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายในภายหลัง ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด39

ผู้ที่ต้องคำพิพากษาตามกฎหมายเดิมและคดีถึงที่สุดแล้ว อาจขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้ในกรณีที่โทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ รายละเอียดและคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่ในหน้า การกำหนดโทษใหม่หลังคดีถึงที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ยาบ้ากี่เม็ดจึงถือว่ามีไว้เพื่อเสพ

กฎกระทรวงกำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้เพื่อเสพ เมื่อเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม หรือถ้าเป็นเกล็ด ผง ผลึก น้ำหนักสุทธิไม่เกินยี่สิบมิลลิกรัม ข้อสันนิษฐานนี้หักล้างได้ด้วยพยานหลักฐาน

มีไว้ในครอบครองกับมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายต่างกันอย่างไร

ประมวลกฎหมายยาเสพติดนิยามคำว่า จำหน่าย ให้รวมถึงการมีไว้เพื่อจำหน่าย การมีไว้เพื่อจำหน่ายจึงเป็นความผิดฐานจำหน่าย ส่วนการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพเป็นความผิดตามมาตรา 164 ซึ่งมีโทษเบากว่ามาก ข้อเท็จจริงเรื่องเจตนาจึงเป็นประเด็นสำคัญ

ถูกล่อซื้อยาเสพติดถือว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้าหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567 วินิจฉัยว่าการขายให้สายลับผู้ล่อซื้อเพียงลำพัง เมื่อไม่มีพฤติการณ์อื่นแสดงว่าจำหน่ายเป็นปกติ ยังไม่เป็นการกระทำเพื่อการค้าตามมาตรา 145 วรรคสอง (1)

ให้คนอื่นยืมบัญชีธนาคารแล้วมีการโอนเงินค่ายาเสพติดมีความผิดหรือไม่

อาจเป็นความผิดตามมาตรา 129 ถ้ารู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรง และถ้าการเปิดบัญชีถึงขั้นสนับสนุนหรือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ศาลฎีกาเคยลงโทษตามมาตรา 125 หรือในฐานะผู้สมคบ ซึ่งมีโทษหนักกว่า

เชิงอรรถและแหล่งที่มา

  1. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บัญญัติว่า ““จำหน่าย” หมายความว่า ขาย แลกเปลี่ยน จ่าย แจก หรือให้โดยมีสิ่งตอบแทนหรือผลประโยชน์อย่างอื่น และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่าย”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  2. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ บัญญัติว่า “ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๙๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท (๑) การกระทำเพื่อการค้า (๒) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน (๓) การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี (๔) การจำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ (๕) การกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (๖) การกระทำโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต (๑) การกระทำโดยหัวหน้า ผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม (๒) การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  4. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๐๗ บัญญัติว่า “ห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ในปริมาณเล็กน้อยซึ่งไม่เกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในกฎกระทรวง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  5. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๒ บัญญัติว่า “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตามประมวลกฎหมายนี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งของผู้ใดเมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย ศาลจะลงโทษจำคุกหรือปรับน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  6. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๒๙ บัญญัติว่า “ยาเสพติดให้โทษแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ (๑) ประเภท ๑ ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน (Heroin) (๒) ประเภท ๒ ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน (Morphine) โคคาอีน (Cocaine) โคเดอีน (Codeine) หรือฝิ่นยา (Medicinal Opium) (๓) ประเภท ๓ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยา และมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ ผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดประกาศกำหนด (๔) ประเภท ๔ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เช่น อาเซติค แอนไฮไดรด์ (Acetic Anhydride) (๕) ประเภท ๕ ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท ๑ ถึงประเภท ๔ เช่น พืชฝิ่น การระบุชื่อยาเสพติดให้โทษว่ายาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภทใดตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๔) และ (๕) และการเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงชื่อหรือประเภทยาเสพติดให้โทษดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ส. ประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ คำว่า “ฝิ่นยา (Medicinal Opium)” หมายความว่า ฝิ่นที่ได้ผ่านกรรมวิธีปรุงแต่งโดยมีความมุ่งหมายเพื่อใช้ในทางยา”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  7. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๓๐ บัญญัติว่า “วัตถุออกฤทธิ์แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ (๑) ประเภท ๑ วัตถุออกฤทธิ์ที่ไม่ใช้ในทางการแพทย์ และอาจก่อให้เกิดการนำไปใช้หรือมีแนวโน้มในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง (๒) ประเภท ๒ วัตถุออกฤทธิ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ และอาจก่อให้เกิดการนำไปใช้หรือมีแนวโน้มในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง (๓) ประเภท ๓ วัตถุออกฤทธิ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ และอาจก่อให้เกิดการนำไปใช้หรือมีแนวโน้มในการนำไปใช้ในทางที่ผิด (๔) ประเภท ๔ วัตถุออกฤทธิ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ และอาจก่อให้เกิดการนำไปใช้หรือมีแนวโน้มในการนำไปใช้ในทางที่ผิดน้อยกว่าประเภท ๓ ทั้งนี้ การระบุชื่อวัตถุออกฤทธิ์ว่าวัตถุออกฤทธิ์ชื่อใดอยู่ในประเภทใด และการเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงชื่อหรือประเภทวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดประกาศกำหนด”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  8. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๙๐ บัญญัติว่า “ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๓๔ หรือมาตรา ๓๕ (๓)”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  9. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดอยู่ในตัว”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  10. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ (นิยามคำว่า “จำหน่าย”) อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 1
  11. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บัญญัติว่า ““เสพ” หมายความว่า การรับยาเสพติดเข้าสู่ร่างกายโดยรู้อยู่ว่าเป็นยาเสพติดไม่ว่าด้วยวิธีใด”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  12. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บัญญัติว่า ““ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความว่า ความผิดเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติด เว้นแต่มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  13. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2566 (ประชุมใหญ่).ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  14. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 2
  15. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565 อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3
  16. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2567 อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 9
  17. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  18. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3479/2569. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “เหตุฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  19. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๐๗ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 4
  20. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  21. กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๗ บัญญัติว่า “การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ในปริมาณเล็กน้อยตามที่กำหนดดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ … (จ) เมทแอมเฟตามีน (methamphetamine หรือ metamfetamine) มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินยี่สิบมิลลิกรัม … (ก) แอมเฟตามีน (amphetamine หรือ amfetamine) มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม … (ช) ๓,๔ - เมทิลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (3,4 - methylenedioxymethamphetamine หรือ methylenedioxymetamfetamine หรือ ecstasy หรือ MDMA) มีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม … (ค) เฮโรอีน (heroin หรือ diacetylmorphine) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสามร้อยมิลลิกรัม … (ก) โคคาอีน (cocaine) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสองร้อยมิลลิกรัม … (ข) คีตามีน (ketamine) ในกรณีที่เป็นของเหลวมีปริมาตรสุทธิไม่เกินสิบมิลลิลิตร หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งหมื่นมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม” และนิยามว่า ““หน่วยการใช้” หมายความว่า เม็ด ซอง ขวด หรือหน่วยอย่างอื่นที่ทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๖ ก หน้า ๑๐ วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๗ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๘ ก หน้า ๑ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  22. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5547/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ไม่มีผลย้อนหลังทำให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมกลายเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายใหม่ไปได้”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  23. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา ๒๑ บัญญัติว่า “ให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และเพื่อขายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ยังคงมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แล้วแต่กรณี จนกว่าคดีถึงที่สุด คดีซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นอยู่ในวันก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงขอสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายหรือเพื่อขายหรือไม่ แล้วแต่กรณี ก็ให้ศาลสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ราชกิจจานุเบกษา (สำเนาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.). ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  24. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๙ บัญญัติว่า “ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๙๔ ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้ (๑) วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท (๒) วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท (๓) วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๓ หรือประเภท ๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเฉพาะวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท (๑) การกระทำเพื่อการค้า (๒) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน (๓) การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี (๔) การจำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ (๕) การกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย (๖) การกระทำโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ ผู้ใดนำผ่านซึ่งวัตถุออกฤทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๙๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  25. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๕ บัญญัติว่า “ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น (๑) สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด (๒) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ เพื่อประโยชน์หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ (๓) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่ประชุม ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด หรือเพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากการถูกจับกุม (๔) รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำความผิดเพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ (๕) ปกปิด ซ่อนเร้น หรือเอาไปเสียซึ่งยาเสพติดหรือวัตถุใด ๆ ที่ใช้ในการกระทำความผิดเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด (๖) ชี้แนะหรือติดต่อบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนักหรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  26. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๖ บัญญัติว่า “ผู้ใดพยายามกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  27. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๗ บัญญัติว่า “ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท ถ้าได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ในกรณีที่การกระทำตามวรรคหนึ่งมีลักษณะเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ คำว่า “องค์กรอาชญากรรม” หมายความว่า คณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปที่รวมตัวกันช่วงระยะเวลาหนึ่งและร่วมกันกระทำการใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่น”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  28. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๒๙ บัญญัติว่า “ผู้ใดยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อ เอกสาร หลักฐานของตน ในการเปิด จด หรือลงทะเบียนทำธุรกรรมทางการเงิน ซื้อสินค้าหรือบริการอื่นใด ยอมให้ใช้บัญชีธนาคาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ หรือยอมให้ผู้อื่นใช้สิ่งเช่นว่านั้น ซึ่งตนได้เปิด จด หรือลงทะเบียนไว้แล้ว โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  29. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “ลักษณะการตกลงกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  30. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2306/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเพียงแต่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารตามคำสั่งของพวกเพื่อรับโอนเงินค่ายาเสพติด แต่ก็มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  31. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2568 (ประชุมใหญ่). ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  32. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๐๔ บัญญัติว่า “ห้ามผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เว้นแต่การเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒ เพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หรือการเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดตามมาตรา ๕๘ เพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย หรือเสพเพื่อการศึกษาวิจัย”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  33. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๖๒ บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ และมิใช่กรณีตามมาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  34. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๒ อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 5
  35. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๕๓ บัญญัติว่า “ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม หรือพนักงานสอบสวนในคดีนั้น เมื่อพนักงานอัยการระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ กรณีที่ผู้กระทำความผิดได้เคยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามวรรคหนึ่ง ถ้าพนักงานอัยการไม่ระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล ผู้กระทำความผิดนั้นอาจยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ได้”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  36. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2567. ข้อความในคำพิพากษาฉบับย่อ: “การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)”ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา (ค้นด้วยเลขคำพิพากษา) ตรวจเมื่อ 3 ตุลาคม 2569 · สรุปสาระและข้อจำกัดดูที่ คลังคำพิพากษาศาลฎีกา
  37. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๓๔ บัญญัติว่า “บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๔ หรือประเภท ๕ วัตถุออกฤทธิ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (ประมวลกฎหมายท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · สำเนาราชกิจจานุเบกษาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  38. พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ มาตรา ๔ บัญญัติว่า “เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัตินี้ได้ใช้บังคับแล้ว ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ (๒) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ (๓) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ (๔) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ (๕) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (๖) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘ (๗) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๐ (๘) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ (๙) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ (๑๐) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ (๑๑) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ (๑๒) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๔ (๑๓) พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ (๑๔) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ พ.ศ. ๒๕๔๒ (๑๕) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ (๑๖) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๐ (๑๗) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ (๑๘) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ (๑๙) พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ (๒๐) พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๕๙ (๒๑) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗ (๒๒) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๙/๒๕๕๗ (๒๓) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๖/๒๕๕๗ (๒๔) คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๖๑”ที่มา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้า ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ · ราชกิจจานุเบกษา (สำเนาในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส.). ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569
  39. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ บัญญัติว่า “ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดเว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ในการที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่นี้ ถ้าปรากฏว่า ผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาบ้างแล้ว เมื่อได้คำนึงถึงโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง หากเห็นเป็นการสมควร ศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดไว้ถ้าหากมีก็ได้ หรือถ้าเห็นว่าโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับมาแล้วเป็นการเพียงพอ ศาลจะปล่อยผู้กระทำความผิดไปก็ได้ (๒) ถ้าศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้กระทำความผิดและตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไม่ถึงประหารชีวิต ให้งดการประหารชีวิตผู้กระทำความผิด และให้ถือว่าโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง”ที่มา ฉบับปรับปรุงล่าสุด ระบบค้นหากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ระบบค้นหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. ตรวจถ้อยคำเมื่อ 4 ตุลาคม 2569

ปรึกษาเรื่องคดียาเสพติดกับสำนักงาน

กรณีมีผู้ถูกจับ ขอให้แจ้งชื่อผู้ถูกจับ สถานีตำรวจหรือสถานที่ที่ถูกควบคุม เวลาที่ถูกจับ และข้อหาที่ได้รับแจ้ง กรณีคดีอยู่ในศาลหรือมีคำพิพากษาแล้ว ขอให้แจ้งชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัดถัดไป ข้อมูลของผู้ติดต่อเก็บเป็นความลับ และสำนักงานจะตรวจผลประโยชน์ขัดกันก่อนขอรับเอกสารในคดี

ช่องทางติดต่อสำนักงาน

โทรศัพท์
081 654 5922
LINE
@507btqsu
WhatsApp
+66 87 989 6536
อีเมล
contact@eksiamlegal.com
สำนักงาน
บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
300/90 ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
ค่าบริการปรึกษา
ปรึกษาหนึ่งเรื่อง 45 นาที 4,900 บาท ชำระก่อนเวลานัด งานอื่นแจ้งขอบเขตและค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน
คิวอาร์โค้ดสำหรับเพิ่มบัญชี LINE Official ของสำนักงาน
LINE Official Accountปรึกษาทาง LINE @507btqsu
เปิดในแอป LINE
คิวอาร์โค้ดสำหรับติดต่อสำนักงานทาง WhatsApp
WhatsAppสำหรับผู้ติดต่อจากต่างประเทศ
เปิดใน WhatsApp